|
ท่ามกลางกระแสวัฒนธรรมแบบ “K-Pop”
ที่กำลังระบาดไปทั่วเอเชียขณะนี้
โดยเฉพาะสื่อบันเทิงอย่างละคร เพลง
และภาพยนตร์ซึ่งมาแรงจนแทบจะกลบรัศมีชาติอื่นๆ
ในเอเชียไปสิ้น “ภาพยนตร์ญี่ปุ่น”
ยังคงยืนหยัดฝ่ากระแสดังกล่าวได้อย่างแน่แน่วและงดงาม
แม้จะไม่หวือหวาเหมือนพลุไฟที่สว่างไสวเพียงชั่ววูบแล้วจางหาย
แต่เสน่ห์เรียบง่ายหากทว่าลึกซึ้งของภาพยนตร์ญี่ปุ่น
ยังคงมีมนต์ขลังเสมอสำหรับคอหนังที่ชื่นชอบในสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของชนชาติที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่ในเอเชียชาตินี้
นอกจากหนังจีนในยุคชอว์ บราเดอร์ส แล้ว
คนไทยต่างคุ้นเคยกับหนังญี่ปุ่นมาก่อนตั้งแต่ทศวรรษที่
2500 ดังเช่นที่ภาณุ อารี
คนทำหนังอิสระได้เขียนไว้ในบทความ “การกลับมาของหนังญี่ปุ่น”
ว่า
ในยุคนั้นเป็นช่วงเวลาที่หนังญี่ปุ่นเข้าฉายในเมืองไทยเกือบทุกสัปดาห์
ทุกวันศุกร์ผู้คนที่เดินผ่านไปแถวโรงหนังศรีราชวงศ์แถบเยาวราชจะได้เห็นชื่อหนังใหม่ๆ
ติดอยู่เหนือทางเข้าเสมอ ว่ากันว่า
หนังญี่ปุ่นที่เข้าฉายที่โรงหนังแห่งนี้
มีตั้งแต่หนังซามูไร, หนังสัตว์ประหลาด
เรื่อยไปจนถึงหนังปลุกในเสือป่าระดับอ่อน
แม้วันนี้
สถานะหนังญี่ปุ่นในโรงภาพยนตร์ไทยมักจะถูกจัดอันดับเป็นแค่หนังที่ฉายแบบ
“จำกัดโรง”
มีอยู่เพียงไม่กี่เรื่องที่ได้โปรแกรมฉายในโรงใหญ่ทั่วประเทศ
แต่การกลับมาอย่างเงียบๆ คราวนี้
กลับได้ใจผู้ชมชาวไทยที่กำลังเบื่อกระแสเกาหลีฟีเวอร์พอดี
ในเทศกาลภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่จัดขึ้นในประเทศไทยปีนี้
จึงตั้งใจจัดฉายภาพยนตร์คลาสสิคของญี่ปุ่น
เพื่อย้อนรอยอดีตสู่ยุค 50 ปีที่แล้ว
อันเป็นช่วงเวลาที่ประดุจ “ยุคทอง”
ของหนังญี่ปุ่นให้ผู้ชมชาวไทยได้ร่วมรำลึกอีกครั้ง
"ยุคทอง"
สองยุค
โอคาดะ ฮิเดโนริ
หัวหน้านักวิจัยศูนย์ภาพยนตร์
หอศิลป์โมเดิร์นอาร์ตแห่งชาติ โตเกียว
อธิบายถึงยุคทองของภาพยนตร์ญี่ปุ่นซึ่งเป็นธีมหลักของการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์ญี่ปุ่น
2008 ในข้อเขียนของเขาว่า
เมื่อคำนึงถึงประวัติความเป็นมาของภาพยนตร์ในโลกโดยแยกเป็นรายประเทศ
สถานภาพของญี่ปุ่นอาจนับว่าแปลก
ทั้งนี้เป็นเพราะภาพยนตร์ญี่ปุ่นมีคุณสมบัติพิเศษในความ "ยิ่งใหญ่แต่ไร้ชื่อ"
บางคนอาจเถียงว่าภาพยนตร์ญี่ปุ่นไม่ได้ไร้ชื่อ
แต่ประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์ญี่ปุ่นไม่ได้มีเฉพาะผู้กำกับระดับปรมาจารย์
เช่น คุโรซาวา, มิโซกุจิ, โอศึ, นารุเสะ
หรือผู้กำกับรุ่นใหม่ซึ่งเป็นที่ยอมรับในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติซึ่งจัดขึ้นในต่างประเทศ
เพราะถ้าคำนึงถึงขนาดของอุตสาหกรรมภาพยนตร์
ญี่ปุ่นก็จะมีภาพยนตร์ "ธรรมดา"
ซึ่งไม่เป็นที่รู้จักของต่างประเทศอยู่มากมาย
เพราะฉะนั้นความหมายของการจัดฉายภาพยนตร์ครั้งนี้จึงอยู่ที่การมองไปที่
"ยุคทองของภาพยนตร์ญี่ปุ่น"
ไม่ใช่ที่ชื่อของผู้กำกับภาพยนตร์
ทั้งนี้เพื่อที่จะนำส่วนที่ดีเด่นของภาพยนตร์ญี่ปุ่นออกสู่สายตาผู้คนทั่วไป
ตั้งแต่ครึ่งหลังของทศวรรษที่ 1920 (2468-2472)
ซึ่งเป็นยุคของหนังเงียบ จนถึงทศวรรษที่1930 (2473-2482)
ซึ่งเข้าสู่ยุคของหนังเสียง นอกจากสหรัฐอเมริกาแล้ว
ไม่ค่อยมีประเทศใดในโลกที่ผลิตภาพยนตร์เรื่องยาวเกินกว่าปีละ
400 เรื่อง สมัยนั้นประเทศญี่ปุ่นนำเข้าภาพยนตร์ใหม่ๆ
จากยุโรปและอเมริกามากมาย และคนในวงการภาพยนตร์ของญี่ปุ่น
ซึ่งได้รับอิทธิพลจากภาพยนตร์เหล่านั้นก็ได้ทยอยสร้างภาพยนตร์กับบริษัทยักษ์ใหญ่
เช่น นิกคัตสึ และโชชิขุ
เป็นต้น
ทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของญี่ปุ่นเจริญรุ่งเรืองขึ้น
หากแต่ก่อนหน้านี้นักวิจัยภาพยนตร์ยุคแรกของยุโรปอเมริกากลับไม่เคยคิดว่าญี่ปุ่นก็มีความหลากหลายของวัฒนธรรมหนังเงียบ
ซึ่งนั่นไม่ได้เป็นเพราะวิธีการวิจัยของเขาให้ความสำคัญแต่เพียงกับยุโรปอเมริกาเท่านั้น
แต่เกิดจากเหตุผลสำคัญทางด้านของญี่ปุ่นเองด้วยที่มีแผ่นดินไหวใหญ่ในปี
1923 (2466) ตามด้วยสงครามโลกครั้งที่สอง
รวมทั้งธรรมเนียมการเผาฟิล์มภาพยนตร์ทิ้งหลังจากเลิกฉายแล้ว
ทำให้สมบัติวัฒนธรรมภาพยนตร์ญี่ปุ่นสูญหายไปมากมาย
ภาพยนตร์บางเรื่องเหลือเพียงตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมา
ก่อนหน้านี้แม้แต่ชาวญี่ปุ่นเองยังเรียกยุคสมัยของภาพยนตร์ที่เลือกมาฉายในครั้งนี้ว่า
"ยุคทองของภาพยนตร์ญี่ปุ่น"
แต่ทุกวันนี้เริ่มมีคนเรียกทศวรรษที่ 1930 (2473-2482)
ว่ายุคทองยุคแรก และเรียกครึ่งหลังของทศวรรษที่ 1950
(2498-2502) ว่ายุคทองหลังสงครามโลกกันมากขึ้น
จาก "ราโชมอน"
ถึงยุคบริษัทภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ทั้ง 6
ภาพยนตร์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สองได้รับอิทธิพลทางเศรษฐกิจที่เจริญเติบโตขึ้นเป็นอย่างมากตั้งแต่ปี
1950 (2493)
ทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ญี่ปุ่นเติบโตขึ้นตามไปด้วยอย่างรวดเร็ว
ระบบ BLOCK BOOKING
ซึ่งบริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ทั้ง 6 ได้แก่ โชชิขุ
โตโฮ ไดเอ ชินโตโฮ โตเอ และนิกคัตสึ
จัดฉายภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นเองตามโรงภาพยนตร์ในเครือของบริษัทตนเองได้แพร่ไปทั่วประเทศญี่ปุ่นและช่วยให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์เจริญยิ่งขึ้น
ในปี 1958 (2501) ซึ่งเป็นยุคเฟื่องที่สุด
ในญี่ปุ่นมีคนดูภาพยนตร์ประมาณ 1127 ล้านคน
ซึ่งในขณะนั้นประชากรญี่ปุ่นมี 92 ล้านคน
จึงเท่ากับว่าคนญี่ปุ่นดูภาพยนตร์คนละมากกว่า 12
เรื่องต่อปี และอีกสองปีต่อมาหรือในปี 1960 (2503)
ญี่ปุ่นก็มีโรงภาพยนตร์ถึง 7457 โรง
และมีการสร้างภาพยนตร์ทั้งหมด 547
เรื่องด้วยกันซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขสูงสุด
ภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องแรกที่เป็นสีสร้างขึ้นในปี 1951
(2494) ด้วยเทคนิคของฟิล์มฟูจิชื่อ "KARUMEN KOKYO NI
KAERU - คาร์เมนกลับบ้านเกิด" โดยผู้กำกับชื่อ
คิโนะชิตะ เคสุเกะ
แต่ในครึ่งหลังของทศวรรษ1950 (2498-2502)
ความนิยมในการใช้ฟิล์มสีอีสต์แมนของโกดัก
ทำให้มีการสร้างหนังสีกันมากขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากนั้นเทคนิคต่างๆ ที่ก้าวหน้า
เช่นการนำระบบซีเนมาสโคปซึ่งเป็นจอกว้างมาใช้
ก็ทำให้ภาพยนตร์ญี่ปุ่นในยุคนั้นมีสีสันและมีความพิเศษเฉพาะตัว
บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้ง 6
เกือบจะครอบครองอุตสาหกรรมภาพยนตร์ญี่ปุ่นไว้ทั้งหมด
เท่ากับเป็นการสร้างระบบที่มีคู่แข่งน้อยขึ้นมา
ระบบที่รัฐและองค์กรรัฐเข้ามามีส่วนช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์เช่นที่มีในยุโรปเริ่มหมดไป
มีการตั้งกฎเกณฑ์ว่าวงการอุตสาหกรรมภาพยนตร์จะแก้ไขปัญหาของตนเอง
ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการต่อต้านรัฐบาลสมัยทหารเรืองอำนาจซึ่งพยายามควบคุมวงการอุตสากรรมภาพยนตร์
ในส่วนคณะกรรมการจริยธรรม
ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกองเซนเซอร์ที่คอยตรวจตราวิธีการแสดงออกในภาพยนตร์ก็ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐอีกต่อไป
แต่เป็นองค์กรที่วงการอุตสาหกรรมภาพยนตร์ญี่ปุ่นตั้งขึ้นเอง
และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากเมื่อยอมให้มีการสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับการใช้ชีวิตอย่างผิดศีลธรรมของวัยรุ่นยุคหลังสงครามที่เรียกกันว่า
“ไทโยโซขุ”
จนต้องปรับโครงสร้างองค์กรมาเป็นองค์กรของบุคคลที่สามในปี
1957 (2500)
โดยก่อนหน้าที่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของบุคคลทั่วไปจะเปลี่ยนแปลงวงการอุตสาหกรรมภาพยนตร์ได้นั้น
ภาพยนตร์ญี่ปุ่นเป็นเพียงการบันเทิงเท่านั้น
และการที่บริษัทภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่มีอำนาจในการสร้างภาพยนตร์
ไปจนถึงจัดฉายในตลาดเสรีที่รัฐไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนั้น
ทำให้วงการ ภาพยนตร์ญี่ปุ่นมีความคล้ายคลึงกับฮอลลีวู้ด
เพียงแต่ขนาดย่อมกว่าเท่านั้น
แม้ว่าภาพยนตร์ญี่ปุ่นจะเจริญรุ่งเรืองมาก
แต่ก็ไม่ค่อยมีการส่งออกไปฉายในต่างประเทศเหมือนอย่างภาพยนตร์อเมริกันหรือฝรั่งเศส
ส่วนใหญ่เป็นภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นเพื่อจัดฉายในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น
ในยุคฟื้นฟูหลังสงครามโลกครั้งที่สองมาจนถึงปี 1951 (2494)
ซึ่งเป็นปีที่ภาพยนตร์เรื่อง "ราโชมอน" ของ คุโรซาวะ
อกิระเกิดได้รับรางวัลกรังปรีซ์ในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่เมืองเวนิสขึ้นมานั้น
วงการอุตสาหกรรมภาพยนตร์ญี่ปุ่นไม่เคยมีความคิดว่าชาวต่างชาติจะดูภาพยนตร์ญี่ปุ่น
และ "ราโชมอน"
ก็ได้ฉายในประเทศญี่ปุ่นไปเมื่อปีก่อนหน้านั้นแล้วโดยไม่ได้เป็นที่กล่าวขวัญถึงเป็นพิเศษแต่อย่างใด
นายนางาตะ มาซาอิจิ ประธานบริษัทไดเอ
ก็ไม่ได้สนใจภาพยนตร์แนวศิลปะ การส่ง "ราโชมอน"
เข้าประกวดในครั้งนั้น
เป็นความคิดของหญิงชาวอิตาเลียนซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายภาพยนตร์อิตาเลียนในญี่ปุ่น
แต่เมื่อได้ข่าวว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัล
เขาก็แปลกใจมากและมีคำสั่งให้รีบสร้างภาพยนตร์แนวศิลปะจำนวนมากเพื่อขายตลาดต่างประเทศทันที
หลังจากนั้นจึงมีภาพยนตร์ของผู้กำกับระดับปรมาจารย์เช่นคุโรซาวะ
อกิระ, มิโซกุจิ เคนจิ และ คินุงาสะ เทโนะสุเกะ
เข้าประกวดในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติมากขึ้นเรื่อยๆ
และมีภาพยนตร์เกี่ยวกับสัตว์ประหลาดออกสู่ตลาดโลกด้วย
ทำให้ภาพยนตร์แนวนี้กลายเป็นภาพพจน์ของภาพยนตร์ญี่ปุ่นไป
อุตสาหกรรมภาพยนตร์ญี่ปุ่นเจริญขึ้นมาโดยไม่ค่อยมีแนวคิดที่จะนำไปฉายในต่างประเทศ
เพราะฉะนั้นจึงเป็นภาพยนตร์ที่ดูเหมือนจะเป็นที่รู้จัก
แต่ความจริงไม่ค่อยมีใครรู้จัก
และผู้กำกับระดับปรมาจารย์ที่กล่าวถึงไปแล้วก็เกิดและคงอยู่ได้ด้วยการสนับสนุนของอุตสาหกรรมบันเทิงนั่นเอง
มีผู้กำกับอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ไม่ได้สังกัดค่ายภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่
ที่เหลือล้วนมีสตูดิโอใหญ่เป็นผู้สนับสนุนทั้งสิ้น
สมบัติล้ำค่าที่ซ่อนเร้น
แม้ภาพยนตร์ญี่ปุ่นซึ่งเจริญสูงสุดในฐานะอุตสาหกรรมบันเทิงจะถึงจุดอิ่มตัว
ด้วยการแทนที่ของภาพยนตร์ชุดทางโทรทัศน์
ซึ่งเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ
ยุคสมัยของ ภาพยนตร์จึงต้องจบสิ้นลงอย่างน่าเสียดาย
แต่ในสายตาผู้ที่คลุกคลีอยู่กับภาพยนตร์ญี่ปุ่น
จนได้ชื่อว่า “โดม สุขวงศ์ของวงการหนังญี่ปุ่น”
อย่างฮิเดโนรินั้นยังเชื่อมั่นว่า
แม้ยุคทองของหนังญี่ปุ่นไม่อาจหวนคืน
ด้วยสตูดิโอและบริษัทสร้างหนังใหญ่ๆ
แทบไม่มีอยู่ในปัจจุบันอีกแล้ว
ที่ยังเหลืออยู่บ้างก็ไม่มีอำนาจหรือกำลังมากพอที่จะสร้างคนในวงการภาพยนตร์ได้เหมือนอย่างปี
1950-60 แต่ผู้กำกับที่มีฝีมือจะยังเกิดให้เห็นตลอดเวลา
เพียงแต่เปลี่ยนมาเป็นในรูปของคนทำหนังอิสระ
มีบริษัทสร้างหนังเล็กๆ เป็นของตนเอง
“ภาพยนตร์ยุค 1950-60
มีอิทธิพลต่อการสร้างหนังญี่ปุ่นในยุคถัดมา เท่าที่สังเกต
ผู้กำกับที่มีผลงานโดดเด่นในช่วงทศวรรษ 1980-1990
ล้วนโตมากับภาพยนตร์ในยุค 1950-60
ซึ่งเป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ซึ่งก่อนสงครามอิทธิพลของหนังอเมริกันจะมีต่อหนังญี่ปุ่นสูง
แต่พอหลังสงครามเริ่มมีหนังจากยุโรปเข้ามามาก
ผู้กำกับที่โตมาในยุคนั้นหลายคนจึงได้อิทธิพลจากหนังยุโรป
ถ้าเป็นไปได้อยากให้ผู้กำกับรุ่นใหม่เรียนรู้จากภาพยนตร์ยุคที่ผ่านมา”
ฮิเดโนริกล่าวในพิธีเปิดงานเทศกาลภาพยนตร์ญี่ปุ่น
เมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา
แม้ภาพยนตร์ที่เลือกมาให้ชมในเทศกาลครั้งนี้
ไม่อาจพูดได้ว่าเลือกแนวหนังดังที่ทำเงินของญี่ปุ่น
แต่ฮิเดโนริยืนยันว่าเป็นภาพยนตร์แนวศิลปะที่คนทั่วไปชื่นชอบ
เช่นผลงานของคาวาชิมะ ยูโซ
ซึ่งแต่เดิมเป็นผู้กำกับภาพยนตร์แนวตลกขบขัน
แต่ภายหลังมาทำภาพยนตร์แนวชีวิตบ้าง แนวศิลปะบ้าง
จนถึงแนวสืบสวนสอบสวน เขาเสียชีวิตเมื่อปี 1963 (2506)
ในวัยเพียง 45 ปี
วิธีการเล่าเรื่องของเขาไม่ได้มีรูปแบบเดียว
แต่จะปรับเปลี่ยนไปตามเนื้อหาของแต่ละเรื่อง
เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าผลงานหลายเรื่องของเขาเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกทุกข์และสุขของการมีชีวิต
เขาจึงเป็นที่รักของทั้งนักวิจารณ์ภาพยนตร์และผู้ชมทั่วไป
และดูเหมือนว่าผู้ชมจะชื่นชอบเขามากทีเดียว
น่าแปลกที่แม้ทุกวันนี้เขาก็ยังมีแฟนภาพยนตร์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ผู้กำกับภาพยนตร์อีกคนหนึ่งคือชินโด
คาเนโตะ
เป็นคนที่มีความเห็นต่อต้านระบบบริษัทยักษ์ใหญ่
จึงตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อสร้างผลงานของตนเองอย่างไม่ย่อท้อ
เขาเป็นทั้งผู้กำกับและคนเขียนบทภาพยนตร์
การบรรยายภาพเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของตัวบุคคลในเรื่องของเขาจะค่อนข้างรุนแรง
ภาพยนตร์เรื่อง “SHITOYAKANA KEDAMONO”
ซึ่งชินโดเป็นผู้เขียนบทและกำกับการแสดงโดยคาวาชิมะ
แสดงการแข่งขันทางความสามารถของทั้งสองคนออกมาได้เป็นอย่างดี
และเป็นภาพยนตร์ที่กล่าวกันว่ามีเรื่องราวกระทบจิตใจคนดูมากทีเดียว
โทโยดะ ชิโร
ซึ่งขึ้นชื่อว่าชอบนำผลงานวรรณกรรมมาทำเป็นภาพยนตร์ก็เป็นผู้กำกับการแสดงที่ไม่เน้นรูปแบบของการถ่ายภาพ
แต่จะเน้นที่การกำกับการแสดงเพื่อให้ผู้แสดงเด่นขึ้นมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักแสดงฝ่ายหญิง
เรื่อง "GAN ห่านป่า" นี้ก็เช่นกัน
เขาได้ดาราหญิงชื่อดังทากามิเนะ ฮิเดโกะ
มาเป็นผู้แสดงและเป็นภาพยนตร์ทำเงินเรื่องแรกหลังสงคราม
“โทโยดะเป็นผู้กำกับที่ให้ความสำคัญในการกำกับและบทบาทของนักแสดง
มากกว่าเทคนิคในการถ่ายทำ” ” ฮิเดโนริกล่าว
ส่วนผู้กำกับการแสดงที่มีลักษณะตรงกันข้ามกับโทโยดะ ก็คือ
อิจิคาวะ คอง
ซึ่งเมื่อเข้าวงการภาพยนตร์ครั้งแรกเขาทำภาพยนตร์การ์ตูนมาก่อน
จึงสนใจในการถ่ายทำแนวกราฟฟิกมากกว่าที่จะเน้นด้านอารมณ์ความรู้สึกของตัวบุคคลถือว่าเป็นผู้กำกับการแสดงแนวใหม่ที่ปฏิวัติวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่น
ผู้กำกับคนสุดท้ายที่อาจมีคนรู้จักน้อยในต่างประเทศ
แต่มีแฟนภาพยนตร์มากมายในประเทศญี่ปุ่นในฐานะผู้กำกับหนังผีที่มีชื่อเสียงโด่งดัง
เขาคือ นากางาวะ โนบุโอะ ในช่วงทศวรรษที่ 1930 (2473-2482)
เขาทำภาพยนตร์พีเรียด
และตอนนั้นสังกัดบริษัทชินโตโฮซึ่งมีปัญหาด้านการเงิน
ว่ากันว่าหนังผีที่ใช้ทุนสร้างต่ำเป็นการพยายามครั้งสุดท้ายของบริษัทชินโตโฮ
แต่บริษัทนี้ก็เป็นบริษัทแรกใน 6 บริษัทที่ล้มละลายในปี
1961 (2504) แต่ภาพยนตร์เรื่อง "TOKAIDO YOTSUYAKAIDAN"
ของเขามีภาพเฉียบคมเกินกว่าความน่ากลัวจนกลายเป็นผลงานอมตะของหนังผีญี่ปุ่น
ฮิเดโดริกล่าวว่า การคัดเลือกภาพยนตร์ทั้งหมด 10
เรื่องที่ฉายในเทศกาลภาพยนตร์ญี่ปุ่นปีนี้
นับว่ายากมากแต่เมื่อเลือกมาแล้วก็นับเป็นโอกาสที่ดีที่ผู้ชมชาวไทยจะได้ดูภาพยนตร์ยุคเก่าของญี่ปุ่น
ซึ่งชาวญี่ปุ่นเองจะสังเกตได้ว่าภาพยนตร์เกินกว่าครึ่งสร้างมาจากวรรณกรรมสมัยใหม่ของญี่ปุ่นแทบทั้งสิ้น
อย่างหนังเรื่อง “Wild Geese”
ซึ่งเป็นภาพยนตร์ทำเงินที่ดัดแปลงจากวรรณกรรมยอดนิยมของนักเขียนสมัยเมจิ
เป็นต้น
จึงอาจกล่าวได้ว่า
ผลงานภาพยนตร์คลาสสิคของญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1950-60 นี้
คือ
สมบัติล้ำค่าที่ซ่อนเร้นของวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่ยังมิได้เผยแพร่ออกสู่สายตาชาวโลก
นักดูหนังมิควรพลาดด้วยประการทั้งปวง
ทิ้งท้ายด้วยความเห็นของไกรวุฒิ
จุลพงศธร
หัวหน้ากองบรรณาธิการ นิตยสาร BIOSCOPE
ที่กล่าวว่าไม่อยากให้ผู้ชมภาพยนตร์ชาวไทยตัดสิน
หรือมองภาพหนังญี่ปุ่นที่ฉายตามเทศกาลหนังต่างๆ
ว่าต้องเป็นหนังอาร์ตที่ดูยากเกินเข้าใจ
ใครก็ตามที่อยากจะเปิดโลกการดูหนัง
ควรจะหาโอกาสและเวลามาชมภาพยนตร์คลาสสิคของญี่ปุ่นในเทศกาลนี้สักครั้งหนึ่ง
“ถ้าเกิดนักดูหนังมีหลายๆ ขั้น A B C
คุณจะเป็นนักดูหนังแบบขั้น B อยู่ไปเรื่อยๆ หรือ?
ตอนวัยรุ่นเราดูหนังยังไง
ผ่านมากี่ปีเราก็ยังดูหนังแบบนั้นอยู่หรือ
คือถ้าเรากล้าเดินเข้าไปสู่โลกใหม่ๆ ตอนแรกๆ ที่เราเดินไป
มันอาจจะยังไม่รู้เรื่องบ้างหรือไม่รู้ทั้งหมด
แต่พอเราดูไปเรื่อยๆ
จะพบว่ามันมีสิ่งที่หาไม่ได้จากการดูหนังฮอลลีวูดทั่วๆ ไป”
ไกรวุฒิเชื่อว่า
การจัดฉายผลงานชิ้นเอกจากยุคทองของภาพยนตร์เทศกาลครั้งนี้
อาจมิได้จุดกระแสให้แก่หนังญี่ปุ่น
หากแต่เป็นการย้ำกระแสที่เคยมีมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว
เพราะหนังญี่ปุ่นมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยิ่งใหญ่และยาวนาน
ในขณะที่หนังเกาหลีแม้จะมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาแต่ก็มิได้ยิ่งใหญ่เท่า
ซึ่งตรงจุดนี้เองที่เขาคิดว่าภาพยนตร์ญี่ปุ่นอาจกลับมาทวงบัลลังก์จอเงินจากเกาหลีได้ในอนาคต

*หมายเหตุ
ผู้สนใจสามารถดูตารางวันและเวลาในการฉายภาพยนตร์ได้ที่
http://www.jfbkk.or.th หรือโทรสอบถามได้ที่ 02-260-8560-3
โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชม
**ข้อมูลในการเขียน
“ยุคทองของภาพยนตร์ญี่ปุ่น” โอคาดะ ฮิเดโนริ
|