>>  Home | J-Dramas |  K-Dramas | J-Stars | K-Stars | Movies | News |  Music | Books | Download | Webboard

    >>  Mobile Service | E-Mail  | สารบัญเว็บไซต์ | ลิงค์เพื่อนบ้าน     

 

Menu

  หน้าแรกของข่าว
  ข่าวประชาสัมพันธ์
  กิจกรรม
   ดารา
   ละคร/ทีวี
   ภาพยนตร์
   ดนตรี
   เก็บมาฝาก
   ภาพเก็บตก
  ไลฟ์สไตล์
  เบ็ดเตล็ด
   ข่าวย้อนหลัง
 

 

 
 
 
News >> ไลฟ์สไตล์ : Education

จับตา "สถาบันภาษาที่ 3" แห่รับน้องเกาหลี-เวียดนาม


อัพเดท วันที่ 10 สิงหาคม 2550



"ผู้จัดการรายสัปดาห์" ได้จับกระแสความนิยมเรียนภาษาที่ 3 น้องใหม่ที่มาแรงที่สุดในเวลานี้คือ ภาษาเกาหลี ที่ได้เดินตามรอยเท้าของรุ่นพี่อย่างภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ที่นำวัฒนธรรมผ่านละคร ภาพยนตร์และดารา ศิลปิน ซึ่งเป็นเหตุผลอันดับแรกที่ส่งผลให้ภาษาเกาหลีได้รับความนิยมจน ทำให้เกิดสถาบันสอนภาษาเกาหลีเพิ่มขึ้น สถาบันต่างๆ ยังมองถึงโอกาสทางธุรกิจการเข้ามาลงทุนของบริษัทเกาหลีในประเทศไทยอีกด้วย
       
       นอกจากนี้ ในวงการยังมีการคาดเทรนด์ต่อไปว่าภาษาที่ 3 ภาษาใหม่ที่จะเกิดขึ้นในไทยคือภาษาเวียดนาม เพราะมีธุรกิจไทยขยายการลงทุนไปยังเวียดนามจำนวนมากเช่นกัน
       
        'KLECC' มั่นใจภาษาเกาหลี
       ไม่ใช่กระแสแต่สร้างอาชีพได้

       
       มนพิสุทธิ์ มังคลัษเฐียร ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาด ศูนย์ศึกษาภาษาและวัฒนธรรมเกาหลี (KLECC) กล่าวว่า ปัจจุบันมีสถาบันภาษาที่ 3 หลายแห่งได้เพิ่มการสอนภาษาเกาหลีเพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่สถาบันสอนภาษาเกาหลีโดยเฉพาะมีอยู่ 2 แห่งเท่านั้น คือ KLECC กับเซจงเท่านั้น
       
       โดยจุดเริ่มต้นของภาษาเกาหลีเริ่มด้วยการผลักดันวัฒนธรรมและบันเทิงเข้ามาในไทยจนทำให้เกิดกระแสบูมนักร้อง ดารา และก็เริ่มมีสินค้าต่างๆ ทั้งเครื่องสำอาง หนังสือเข้ามา นอกจากนี้ ต่อไปจะมีเรื่องของแอนนิเมชั่น เกมออนไลน์ เข้ามาเชื่อว่าจะส่งผลให้ภาษาเกาหลีดังเป็นพลุแตกเช่นกัน
       
       สำหรับปัจจัยอันดับแรกของความต้องการเรียนภาษาเกาหลียังเป็นการเรียนเพราะความชอบศิลปิน ดารา ซีรี่ส์เกาหลีมากถึง 60% ซึ่งเชื่อว่าเทรนด์ตรงนี้คงไม่ลดลง เพราะมีการผลักดันในเรื่องของดนตรีและภาพยนตร์เข้ามาอยู่เรื่อยๆ อย่างบริษัทเอ็นเตอร์เทรนด์ยักษ์ใหญ่ของเกาหลีก็ยังมีการนำเข้าศิลปินตรงนี้มาเสริม นอกจากนี้ บริษัทของไทยก็ยังมีการผลักดันให้ศิลปินไทยออกเพลงเกาหลี หรือมีการผลิตนักร้องที่มีสไตล์แบบนักร้องเกาหลีด้วย
       
       และอีกกลุ่มคือคนที่ทำงานในบริษัทเกาหลีมาเรียนเพื่อเพิ่มความรู้ 40% โดยแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ คนทำงานกับบริษัทเกาหลีที่ประเทศเกาหลีตรงนี้มีปริมาณมากและจะต้องผ่านการทดสอบภาษาก่อนถึงจะไปทำงานได้ ส่วนอีกกลุ่มคือคนที่ต้องการทำงานกับบริษัทเกาหลีในไทยซึ่งต้องเรียนให้ได้ภาษาในระดับกลางก่อนคนกลุ่มนี้เองทำให้ KLECC สนใจที่จะเปิดสถาบันเนื่องจากไปทำงานแล้วไม่เข้าใจวัฒนธรรม ภาษา ทำให้เกิดปัญหาซึ่งบังเอิญไปสอดรับกับกระแสความนิยมเรื่องบันเทิงและวัฒนธรรมของเกาหลีพอดี
       
       ส่วนการเติบโตของภาษาเกาหลีเชื่อว่ายังคงมีการเติบโตไปอีก เนื่องจากขณะนี้เป็นแค่ขั้นเริ่มต้น ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าเป็นแค่กระแสแต่จริงๆ แล้ว มีความต้องการบุคลากรที่มีความรู้ภาษาเกาหลีเข้าไปทำงานสูงเห็นได้จากมีบริษัทที่ติดต่อให้สถาบันไปช่วยสัมภาษณ์หรือส่งนักศึกษาที่มีเข้าไปสัมภาษณ์งานกับเขา โดยเดือนหนึ่งมีประมาณ 5-6 บริษัทที่ติดต่อเข้ามา
       
       ด้านความต้องการเปิดสถาบันสอนภาษาเกาหลีน่าจะมีการเปิดเพิ่มแต่จะอยู่ตามสถาบันที่มีสอนหลายๆ ภาษามากกว่า ส่วนที่เป็นสถาบันสอนภาษาเกาหลีอย่างเดียวหากมีเปิดไม่น่าเกิน 5 แห่งในอีก 2 ปีข้างหน้า แต่โดยรวมเชื่อว่าคงเปิดไม่มากเท่ากับภาษาญี่ปุ่นหรือจีน เนื่องจากหลายคนยังมองว่าเป็นกระแสมาเร็วไปเร็ว แต่คนที่ได้ภาษาเกาหลีมีงานรองรับเพราะรัฐบาลเกาหลีมีการผลักดันให้อุตสาหกรรมเข้ามาตั้งโรงงานในไทยมากขึ้น
       
       สำหรับการแข่งขันในสถาบันภาษาเกาหลีถือว่าเป็นพันธมิตรกันมากกว่า เพราะหากมีการช่วยกันประชาสัมพันธ์จะทำให้คนไทยรู้ว่ามีสถาบันสอนภาษาเกาหลีแล้ว ซึ่งหากเขาอยากเรียนก็จะไปหาข้อมูลต่อ แต่ก็มีการแข่งขันในเรื่องของราคาเหมือนกันแต่สถาบันจะไม่เน้นเรื่องนี้จะมองเรื่องคุณภาพเป็นหลักทำให้อาจจะถูกมองว่าค่าเล่าเรียนสูงกว่าที่อื่น
       
       มนพิสุทธิ์ กล่าวต่อว่า ด้านความนิยมในการเรียนภาษาเกาหลีเชื่อว่าไม่มีผลในการดึงให้คนเรียนภาษาอื่นน้อยลง เนื่องจากความนิยมในการเรียนภาษายังอยู่ที่อังกฤษ จีน และญี่ปุ่น เพราะอังกฤษทุกคนต้องเรียน ส่วนจีนคนนิยมเรียนเพื่อไปทำงานในบริษัททัวร์หรืองานบริการ สำหรับญี่ปุ่นคนนิยมเรียนเพื่อไปทำงานในอุตสาหกรรม นอกจากนี้ คนไทยยังมองว่าการเรียนภาษาเป็นการเพิ่มความรู้ให้มากขึ้นและเป็นข้อได้เปรียบสำหรับคนที่รู้ภาษาหลากหลาย
       
       สำหรับหลักสูตรของ KLECC จะมีทั้งแต่ขั้นพื้นฐานจนถึงแอดวานซ์ โดยนำหลักสูตรมาจากเกาหลี และนำมาปรับให้เหมาะกับการเรียนรู้ของคนไทย โดยจะต้องเรียนครอบคลุมทั้งการอ่าน เขียน พูด และฟัง ซึ่งผู้เรียนจะต้องสอบผ่านทั้ง 4 ทักษะ
       
       นอกจากนี้ ผู้เรียนจะต้องมีเวลาในการเข้าไม่ต่ำกว่า 85% และเมื่อจบคอร์สจะต้องทำข้อสอบวัดระดับด้วย ซึ่งคนที่ผ่านการทดสอบจะได้รับประกาศนียบัตรซึ่งเป็นการจับมือระหว่างมหาวิทยาลัยซังมยองกับสถาบัน? ซึ่งม.ซังมยองเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนอันดับต้นๆ ของเกาหลี
       
       สำหรับอาจารย์ที่สอนจะเป็นอาจารย์จากประเทศเกาหลีโดยคัดมาจากม.ซังมยองและยอนเซ ซึ่งต้องมีประสบการณ์ทางด้านการสอนภาษาเกาหลีมาก่อน อย่างไรก็ดี เมื่อมาอยู่กับสถาบันจะต้องมาเทรนเพื่อให้การเรียนการสอนเป็นสไตล์เดียวกัน โดยอาจารย์ทุกคนจะต้องใช้ภาษาเกาหลีกับนักศึกษาตั้งแต่คอร์สเริ่มต้นเพื่อสร้างความเข้าใจการฟัง พูด และสามารถโต้ตอบได้
       
        'ส.ส.ท.' ตามเทรนด์เกาหลี
       หวังนั่งแท่นภาษานานาชาติ

       
       ทิพวรรณ อภิวันท์วรรัตน์ ผู้อำนวยการสายงาน (ภาษาและสิ่งพิมพ์) สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) หรือ ส.ส.ท. กล่าวว่า จะเปิดสอนภาษาเกาหลีในปี พ.ศ. 2551 เพราะมีเป้าหมายว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าจะต้องทำให้สมาคมเป็นสถาบันสอนภาษาวัฒนธรรมนานาชาติที่ได้มาตรฐาน ซึ่งปัจจุบันมีสอนทั้งภาษาญี่ปุ่น อังกฤษ จีน และภาษาไทยให้กับคนญี่ปุ่น
       
       และยังมองเทรนด์ภาษาที่ 3 ในอนาคตที่จะได้รับความนิยมในประเทศไทยและจะมีเปิดสอนในไทยว่า น่าจะเป็นภาษาเวียดนาม เนื่องจากเวียดนามมีการเติบโตขึ้นจากภาคการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งกลุ่มตลาดหลักของภาษาเวียดนามคือกลุ่มนักลงทุนหรือพนักงานในสายงานต่างประเทศที่ต้องติดต่อกับเวียดนาม
       
       อย่างไรก็ดี เชื่อว่าภาษาเวียดนามจะไม่ได้รับความนิยมเท่ากับภาษาจีน เกาหลี ญี่ปุ่น เพราะการที่ภาษาใดภาษาหนึ่งจะได้รับความนิยมนั้นส่วนใหญ่จะเกิดจากการนำวัฒนธรรมเข้ามาก่อน แต่เวียดนามไม่ได้มีวัฒนธรรมที่โดดเด่นเพราะเป็นวัฒนธรรมแบบผสมผสานทั้งจีนและฝรั่งเศส

นอกจากนี้ อาจจะมีภาษาเอเชียอื่นๆ อีกเนื่องจากมีการย้ายฐานการผลิตมาเอเชียมากขึ้น ดังนั้น ต้องมาเรียนรู้เรื่องของภาษาก่อน ส่วนภาษาของยุโรป อย่าง ฝรั่งเศส เยอรมัน และอังกฤษ นิยมไปก่อนหน้านี้นานแล้วซึ่งขณะนี้ก็เริ่มลดลง
       
       ส่วน ตลาดภาษาญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมมานานแล้วและเชื่อว่าจะยังนิยมต่อไปอีก เนื่องจากหลังจากมีการทำ FTA แล้ว JTECS หรือ Japan-Thailand Economic Cooperation Society เชื่อว่าความร่วมมือจะมีมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดโรงงานจากญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยตามนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น และเชื่อว่าจะอยู่ยาวเพราะการย้ายฐานการผลิตแต่ครั้งทำได้ยาก
       
       เมื่อมีโรงงานเข้ามาก็ส่งผลให้การผลิตบุคลากรเพื่อรองรับมีความต้องการมีเพิ่มขึ้น เห็นได้จากปริมาณคนที่มาเรียนภาษาญี่ปุ่นกับสมาคม 70% เป็นคนทำงานในบริษัทญี่ปุ่นที่ต้องการมาเรียนเพื่อสร้างความก้าวหน้าในหน้าที่การงานหรือต้องการเรียนเพื่อออกไปหางาน นอกจากนี้ ยังดูได้จากคนที่มาเรียนกับสมาคมเป็นคนทำงานที่มาเป็นกลุ่มเพิ่มขึ้นเกือบ 50% ถือโตมากกว่าที่มาเรียนแบบคนเดียว เนื่องจากบริษัทมองว่าการจัดกลุ่มเรียนทำให้ได้เนื้อหาเหมือนกัน
       
       สำหรับสถาบันที่สอนภาษาญี่ปุ่นทั้งภาครัฐและเอกชนมีถึง 372 แห่ง ด้านการแข่งขันถือว่ามีความรุนแรงมากโดยเฉพาะคอร์สเบื้องต้น เนื่องจากสามารถเปิดได้ง่ายกว่าแค่มีความรู้ด้านภาษาญี่ปุ่นระดับหนึ่งก็สามารถเปิดสอนได้ ซึ่งการแข่งขันนี้เห็นมานานแล้วประมาณ 5 ปีก่อน ส่วนคอร์สระดับกลางและสูงแข่งขันน้อยคาดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้าจะมีสถาบันสอนภาษาญี่ปุ่นเพิ่มอีก 15% ของที่มีอยู่
       
       ทิพวรรณ กล่าวต่อว่า ส่วนการที่ภาษาเกาหลีเข้ามาในไทยจะส่งผลกระทบต่อญี่ปุ่นนั้นคิดว่าไม่มีผล เนื่องจากอุตสาหกรรมของเกาหลียังเข้ามาในไทยน้อย หรือที่เข้ามาก็เป็นเรื่องของทัวร์ ไกด์ ฯลฯ ทำให้ความต้องการเรียนภาษาเกาหลีสำหรับธุรกิจยังไม่จำเป็นเพราะสามารถใช้ภาษาอังกฤษแทนได้ แต่สำหรับภาษาญี่ปุ่นถือว่ามีความต้องการมากกว่าเพราะมีการใช้ไทยเป็นฐานการผลิตทำให้ต้องการคนที่เข้าใจธุรกิจและภาษาเพื่อประสานงานกับคนญี่ปุ่นได้
       
        วัฒนธรรม-ประเพณี
       ทำให้ 'ภาษาจีน' คงอยู่

       
       ประทีป โลจนาทร ผู้บริหารโรงเรียนภาษาและภูมิปัญญาตะวันออก (OKLS) มีมุมมองว่า การที่ภาษาเกาหลีได้รับความนิยมจะส่งผลต่อการเรียนภาษาจีนลดลงนั้นเชื่อว่าไม่มีผล เนื่องจาก 2 ภาษานี้มีการแยกเซกเม้นต์กันชัดเจน ภาษาเกาหลีเป็นการเติบโตที่เกิดจากแฟชั่นหรือภาพยนตร์ ดังนั้นถ้าตรงนี้จบลงความนิยมก็จะลดลง แต่ภาษาจีนเป็นภาษาที่คนในเมืองส่วนใหญ่มีเชื้อสายจีน ซึ่งวัฒนธรรม เทศกาล ของจีนเขาก็ยังสืบสานอยู่ ประกอบกับยังมีการใช้ภาษาจีนในชีวิตประจำความนิยมในการเรียนก็ยังคงมีอยู่
       
       สำหรับตลาดการศึกษาภาษาจีนแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ 1.เปิดเป็นสาขามีการอยู่มากแต่เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาเริ่มลดน้อยลง อาจจะเป็นด้วยเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัวทำให้ได้รับผลกระทบ และ 2.เปิดสอนตามโรงเรียนตรงนี้มีการขยายตัวมาก อย่างปีนี้โรงเรียนกทม.มีการนำครูจีนจากประเทศจีนเข้ามาสอนเป็น 1,000 คน
       
       อย่างไรก็ดี การเปิดสอนตามโรงเรียนไม่ได้ส่งผลให้การขยายตัวของสถาบันที่เป็นสาขาลดลง เพราะเป็นคนละกลุ่มกัน แต่ถ้าจะมีผลน่าจะเป็นผลดีมากกว่า เพราะผู้ปกครองอยากจะให้ลูกมาเรียนตามสาขาเพื่อเสริมความรู้และทำคะแนนสอบในการเรียนได้เพิ่มขึ้น
       
       ส่วนการเลือกเรียนภาษาจีนมีทั้งที่เรียนเพิ่มเสริมการเรียนในห้องเรียน เพื่อไปทำการค้า และเป็นแฟชั่น แต่ที่ผ่านมามีเด็กที่เรียนแล้วสามารถนำไปใช้มี 30-40% เท่านั้น ส่วนที่เหลือเรียนแล้วยังไม่ได้ใช้ซึ่งตรงนี้เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งเพราะเรียนแล้วก็ลืม นอกจากนี้ การที่ธุรกิจจีนมีการเติบโตก็ส่งผลให้การสนใจเข้ามาเรียนภาษาจีนเพิ่ม
       
       สำหรับภาพรวมของสถาบันภาษาจีนในตลาดในส่วนที่เป็นโรงเรียนสามัญที่สอนภาษาจีนในหลักสูตรมีอยู่ประมาณ 100 แห่ง นอกจากนี้ ยังมีที่สอนอยู่ตามโรงเรียนแบบเป็นรายชั่วโมงอีก ส่วนสถาบันที่เป็นสาขาคาดว่าในกรุงเทพฯ มีอยู่ 50-60 แห่ง
       
       ด้านตลาดของภาษาจีนนั้นมีการแข่งขันในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากขณะนั้นมีสถาบันภาษาที่ไปเปิดสาขาอยู่ตามศูนย์การค้าแห่งละ 2-3 แบรนด์ทำให้ตลาดมีการแข่งขันกัน ซึ่งตรงนี้ผู้เรียนก็จะมามองที่คุณภาพ มาตรฐาน คอนเซ็ปท์การนำเสนอ หลักสูตร ฯลฯ ดังนั้น แต่ละแบรนด์ก็พยายามพัฒนาของตัวเองให้ดี
       
       ...คงต้องดูกันต่อไปว่าภาษาจีน-ญี่ปุ่น-เกาหลีจะยังคงครองแชมป์ภาษาที่ 3 ได้ยาวนานเท่าใด และแนวโน้มภาษาที่ 3 จะมีทิศทางไปที่ภาษาใดต่อไป

รูปภาพประกอบเพิ่มเติม  



ทิพวรรณ อภิวันท์วรรัตน์ ประทีป โลจนาทร มนพิสุทธิ์ มังคลัษเฐียร

 

แหล่งที่มาของข่าว  


<<  กลับหน้าแรกของ ไลฟ์สไตล์
 

>>  Home | J-Dramas |  K-Dramas | J-Stars | K-Stars | Movies | News |  Music | Books | Download | Webboard  <<

>>  Mobile Service  | E-Mail  | สารบัญเว็บไซต์ | ลิงค์เพื่อนบ้าน     <<