|
|
|
News
>>
ไลฟ์สไตล์
: Education |
|
จาก K Pop ถึง "เซจง"
เมื่อ ร.ร.สอนภาษาเกาหลีบุกไทย |
|
|
อัพเดท
วันที่ 20 มิถุนายน 2550 |
|

ลี จง อิล
ผู้อำนวยการโรงเรียนสอนภาษาเกาหลีเซจง
|
|
ยังไม่ทันที่กลิ่นอายของกระแส J Pop ฟีเวอร์ จะจางหายไป
ก็โดนแรงกระแทกของแฟชั่นแนวตี๋อินเตอร์อย่าง K Pop หรือ
แฟชั่นสไตล์เกาหลี ส่งความแรงมาเบียดจนฉุดไม่อยู่ เล่นเอาเด็กสยามฯ
บ้านเราเป็นอันต้องหลงใหลได้ปลื้มตามกันไป
ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ตามมากับตัวซุปเปอร์สตาร์
หรือที่ได้กลายเป็นไอดอลในใจเด็กรุ่นใหม่ไปแล้ว ก็คือวัฒนธรรม
ที่หมายรวมถึงการแต่งกาย อาหารการกิน และภาษา
ซึ่งเห็นได้จากการลงทุนธุรกิจเกี่ยวกับแดนกิมจิที่แข่งกันเบ่งบานขึ้นทุกขณะ
หนึ่งในธุรกิจที่ว่านั้นคงต้องรวมโรงเรียนสอนภาษาเกาหลีที่เข้ามาเปิดตัวไว้ด้วย
แม้กระทั่งในสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งก็ได้เปิดคอร์สแก่นักศึกษาที่สนใจ
แต่นั่นก็ถือว่ายังไม่ครบกระบวนการอย่างแท้จริง
ซึ่งเราได้มีโอกาสแวะเข้าไปสัมผัสกับโรงเรียนสอนภาษาเกาหลีแห่งใหม่ย่านสีลม
ที่เพิ่งเปิดตัวไปได้ไม่นาน
และมาพร้อมคอนเซปต์ที่ว่าด้วยเรื่องของวัฒนธรรมกับภาษาที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้โดยเด็ดขาด
ลี จง อิล ผู้อำนวยการโรงเรียนสอนภาษาเกาหลีเซจง
อธิบายให้ฟังถึงความสนใจมาขยายธุรกิจในไทยว่า
เพราะในปัจจุบันมีนักเรียนไทยสนใจไปศึกษาต่อที่ประเทศเกาหลีมากขึ้น
ไม่ว่าจะด้วยกระแสจากนักร้องซูเปอร์สตาร์หรือจากความสนใจส่วนตัวก็ตามแต่
จึงทำให้เกิดความต้องการในตลาดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
โดยเฉพาะในเรื่องของภาษาซึ่งมีความสำคัญมาก
แม้ขณะนี้จะมีสถาบันที่เปิดสอนภาษเกาหลีในประเทศไทยไปแล้วกว่า 20
แห่ง แต่อย่างไรเสียหลักสูตรที่จัดการเรียนการสอนเท่าที่สำรวจดู
ยังไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมในการนำเสนอแก่ผู้เรียนมากนัก
ขณะที่โรงเรียนเซจง
ให้ความสำคัญกับผู้เรียนในด้านวัฒนธรรมไม่แพ้ไปกว่าการสอนเฉพาะภาษาอย่างเดียว
เพราะเชื่อมั่นว่าภาษากับวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้
ต้องเรียนรู้ควบคู่กันไป ดังนั้นแต่ละหลักสูตรที่คิดค้นขึ้นมา
ไม่ว่าจะใช้สอนในกลุ่มผู้เรียนประเภทใดก็จะนำเอาเรื่องของวัฒนธรรมเกาหลีเข้ามาสอดแทรกเสมอ
เช่น สอนเรื่องการทำอาหาร ขนบธรรมเนียมประเพณี ไปพร้อมๆ
กับการสื่อสารกันเป็นภาษาเกาหลี
การเรียนรู้ลักษณะนี้จะทำให้ผู้เรียนมองเห็นภาพและเข้าใจภาษาได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
“เราเน้นให้ผู้เรียนการลงมือปฏิบัติกันจริงๆ
อย่างการทำอาหารก็ลงมือทำกันเลย พร้อมกับการสนทนากับผู้เรียน
วิธีนี้จะทำให้ผู้เรียนไม่เบื่อหน่าย และรู้สึกสนุก
ได้เรียนรู้วัฒนธรรม อีกทั้งในแต่ละห้องเรียนจะมีอาจารย์ผู้สอน 2
คนต่อห้อง เพื่อช่วยกันดูแลได้ทั่วถึง ซึ่งผู้สอนจะเป็นเจ้าของภาษา
บางคลาสก็จะมีอาจารย์คนไทยอยู่ด้วยในกรณีที่อาจารย์ชาวเกาหลีไม่ค่อยพูดภาษาไทยไม่ค่อยจัดเจนมากนัก
แต่ส่วนใหญ่อาจารย์เกาหลีทุกคนจะต้องเรียนภาษาไทยก่อนแล้วเพื่อการสื่อสารกันอย่างถูกต้องและง่ายขึ้น”
ไม่ใช่เพียงแต่การเข้ามาลงทุนเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ในไทยเท่านั้น
แต่ ลี จง อิล
กลับมองว่าถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ทำการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน
ระหว่าง 2 ชาติ เพราะก่อนหน้านี้ทางโรงเรียนเซจง
ได้มีโครงการจัดครูจากโรงเรียนอนุบาลของประเทศเกาหลี
มาเรียนรู้วิธีการเรียนการสอนของโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก
ที่จังหวัดกาญจนบุรี
รวมทั้งโรงเรียนอนุบาลระดับแนวหน้าในส่วนกรุงเทพ
ซึ่งแนวคิดที่เป็นจุดกำเนิดของโครงการดังกล่าวนั้นเนื่องจากการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลของเกาหลีมีความก้าวหน้ากว่าประเทศไทยค่อนข้างมาก
ทั้งเป็นไปในลักษณะก้าวกระโดด
นั่นเพราะเกาหลีให้ความความสำคัญกับการเรียนสูงมาก
ทำให้เด็กเกิดความแข่งขันสูงตามไปด้วย
ผลเสียคือเกิดความกดดันกับตัวเด็กตั้งแต่ยังเล็ก
ทว่าในเมืองไทยถือเป็นประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ
ดังนั้น
เห็นได้ชัดว่าการเรียนการสอนก็เป็นไปในรูปแบบของการเดินทางสายกลาง
สถาบันการศึกษาหลายต่อหลายแห่งจึงเน้นที่สภาพแวดล้อมรอบๆ
ตัวผู้เรียน
บรรยากาศการเรียนการสอนไม่ถูกบีบบังคับด้วยการตีกรอบจนเกินไป
เด็กสามารถแสดงออกได้อย่างเต็มที่มีอิสระ
ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของการศึกษาไทยที่เกาหลีควรได้เรียนรู้
ขณะเดียวกันในด้านที่ยังอ่อนด้อยอยู่ก็พยายามเสริมให้ถือเป็นการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันระหว่าง
2 ประเทศ อย่างไรเสียทั้ง 2
ชาติก็ถือได้ว่ามีความเป็นตะวันออกเหมือนกัน
ฉะนั้นควรส่งเสริมซึ่งกันและกัน
ทั้งนี้ดูเหมือนว่าปัจจุบันกระแสเกาหลีฟีเวอร์ในบ้านเราดูท่าจะประทุความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ
โดยเฉพาะกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่คลั่งไคล้ดารา นักร้อง
ดูจะเป็นกลุ่มเป้าหมายอันดับหนึ่งเลยทีเดียวฉะนั้นการเข้ามาเปิดโรงเรียนสอนภาษาเกาหลีจึงจะไม่ผิดนักหากจะมองว่านี่เป็นเสมือนโอกาสทองที่ต้องรีบคว้าไว้
แต่ผู้อำนวยการโรงเรียนเซจงกลับบอกว่า เขาไม่ได้เล็งไปที่จุดนั้น
แต่ก็ยอมรับว่านักเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กวัยรุ่นที่ชื่นชอบดารา
นักร้องเกาหลี
แต่ทางโรงเรียนเลือกให้น้ำหนักกับคนกลุ่มคนทำงานที่มาเรียนเพื่อหวังเอาไปต่อยอดในการเข้าทำงานกับบริษัทของเกาหลีมากกว่า
เพราะถ้าสามารถใช้ภาษาเกาหลีได้จะเป็นที่ถูกอกถูกใจเจ้าของบริษัทซึ่งก็ถือเป็นเรื่องดี
อีกทั้งในอนาคตไทย-เกาหลี ก็จะมีการทำสัญญาเอฟทีเอ
ดังนั้นตลาดของผู้เรียนก็จะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
ขณะที่ ศิริภักตร์ ธนพรสวัสดิ์ หรือ ส้ม
นักศึกษามหาวิทยาลัยศรีปทุม ชั้นปีที่ 3
ซึ่งเป็นหนึ่งในนัเรียนของเซจงได้มาเล่าถึงเหตุผลที่เธอเลือกเรียนภาษาเกาหลีว่า
เพราะทุกวันนี้ต้องทำงานพาร์ทไทม์กับบริษัทของเกาหลี
อีกทั้งพี่สาวของเธอก็มีแฟนเป็นคนเกาหลี
ซึ่งแม้ส้มจะพอได้ภาษาอังกฤษบ้างแต่บางครั้งก็ฟังภาษาอังกฤษของคนเกาหลีที่ทำงานอยู่ด้วยไม่ค่อยจะรู้เรื่อง
อีกเหตุผลที่ทำให้อยากเรียนภาษาเกาหลีคงไม่แตกต่างจากวัยรุ่นทั่วไปคือเพราะชื่นชอบดารา
นักร้องแดนกิมจิ จึงอยากศึกษาไว้
เพราะความคลั่งไคล้ของเธอไม่เพียงแต่เอาเวลาไปตามผลงานของซุปเปอร์สตาร์เหล่านั้นเพียงอย่างเดียว
แต่หากรู้ภาษาจะได้เอาไปแปลเพลงเขาได้ เกิดประโยชน์กับตัวเองด้วย
โดยการหลุดเข้ามาในวงจร K–POP นี้เริ่มเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว
แม้จะเป็นหนึ่งในสาวกเกาหลีฟีเวอร์
แต่ส้มบอกว่าเธอจะไม่ยอมกลืนไปกับกระแสจนลืมวัฒนธรรมไทย
หากเลือกหยิบมุมดีๆ มาใช้ในชีวิตประจำวัน
ถือเป็นข้อดีที่ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของคนอีกชาติหนึ่ง
เพราะถ้ามัวแต่เรียนรู้เฉพาะของตนเองคงไม่ต่างอะไรกับกบในกะลา
ไม่อาจพัฒนาให้ทัดเทียมนานาประเทศ
ทั้งนี้ต้องแยกแยะให้ออกว่าอันไหนดีไม่ดี “เห็นพวกที่เขาบ้าแฟชั่นมากๆ
ก็จะแต่งตัวตามนักร้องไป ส้มว่าก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด
คืออะไรที่ทำแล้วให้ตัวเองมีความสุขก็ทำไปเถอะ
แค่เรารู้ตัวว่าเราเป็นคนไทย ไม่ให้เขากลืนเรา
ดีกว่าเอาเวลาไปเล่นเกมอินเตอร์เน็ต อย่างพวกที่บ้า COSPLAY
ก็ยังไปบ้าข้างนอก
ยังถือว่าได้เปิดโลกทัศน์ของตัวเองรู้เท่าทันคนอื่น
แต่ติดเกมจะไม่เห็นใครเลย ” ส้มบอกไว้ทิ้งท้าย
|
|
|
|
รูปภาพประกอบเพิ่มเติม |
|
|

สอนทำอาหารเส้นทางสู่การเรียนภาษาแบบง่ายๆ
|
|
|
|
แหล่งที่มาของข่าว |
ผู้จัดการออนไลน์ |
|
| |
 |
| |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
<<
กลับหน้าแรกของ ไลฟ์สไตล์ |
| |
|
|