|
เรื่องที่ไม่มีใครรู้
ในปี1988 หญิงม่ายและลูกชายวัย 12
ขวบย้ายเข้ามาอยู่ในอพาร์ทเมนต์หลังใหม่
ไม่มีใครในตึกรู้ว่าจริงแล้วๆ ครอบครัวนี้ยังลูกน้อยต่างพ่ออีก
3 คน ทุกคนหลบซ่อนอยู่ในห้องตามคำสั่งแม่ ไม่เคยออกไปข้างนอก
ไม่มีสูจิบัตร ไม่เคยไปโรงเรียน ไม่มีตัวตนตามกฎหมาย
และวันหนึ่งหญิงม่ายก็ตัดสินใจทิ้งลูกทั้ง 4
คนให้เผชิญชีวิตตามยถากรรมในอพาร์ทเมนต์
พวกเขาเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือและพึ่งพากันและกัน
โดยมีพี่ชายคนโตทำหน้าที่เป็นเสมือนหัวหน้าครอบครัว
และอยู่กินตามมีตามเกิดนานกว่า 6 เดือน และโศกนาฏกรรม
ที่กลายเป็นข่าวครึกโครมหลังจากนี้ ก็ทำให้ทุกคนรู้เสียทีว่า
เด็กเหล่านี้มีตัวตน
คนที่ยังจำได้
"แม้จะผ่านมา 16 ปี ผมก็ยังครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อยู่"
เป็นคำพูดของผู้กำกับฮิโรกาซุ โครีอีดะ
ถึงเหตุการณ์ที่ถูกเรียกว่า "เด็กถูกทิ้ง 4 คนในนิชิ ซูกาโม"
ซึ่งเป็นที่มาของหนังเรื่องที่ 4 ของเขานั่นคือ Nobody Knows
เหตุผลที่โคริอีดะสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ
ก็เพราะเขามีพื้นเพเดิมเป็นผู้กำกับสารคดีทางโทรทัศน์ระดับมือรางวัล
ครั้นเมื่อย้ายวิกมาทำหนัง
ก็ยังนำสไตล์การเล่าเรื่องจากสารคดีมาประยุกต์ใช้
จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่สร้างชื่อในระดับนานาชาติ ทั้ง Maborosi
(1995, รางวัล Golden Osella จากเวนิส) After Life (2000,
ถูกฟ็อกซ์ซื้อสิทธิไปรีเมคเป็นเวอร์ชันฮอลลีวูดแล้ว) และ
Distance (2001, ได้เข้าชิงปาล์มทองที่คานส์)
"เหตุการณ์มันผ่านมาตั้ง 16 ปีแล้ว
มันเก่าเกินไปไหมที่จะมาเล่าใหม่ในตอนนี้"
เป็นคำถามที่โคริอีดะถามตัวเองเสมอก่อนลงมือถ่ายทำหนังเรื่องนี้
หลังจากนั่งสำรวจสถิติจากกระทรวงศึกษาธิการ โคริอีดะ ก็พบว่า
จำนวนของเด็กเร่ร่อนอายุ 7-14 ปี ลดลงจาก 533 คน ในปี 1987
มาเป็น 302 คนในปี 2000 แต่นั่นเป็นนับเฉพาะเด็กที่มีสูจิบัตร
ถ้ารวมเด็กที่เกิดมาโดยไม่มีหลักฐานตามกฎหมาย
อย่างเหตุการณ์ในนิชิ ซูกาโมละ เข้าไปด้วย
จำนวนคงเพิ่มขึ้นจนน่าตกใจแน่นอน
"เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ใช่แค่คดีมโนสาเร่ แต่มันเป็นปัญหาสังคม
ตัวละครในนั้นไม่ใช่แค่เด็กจากเมื่อ 16 ปีที่แล้ว
แต่เป็นปากเสียงของเด็กนับพันในยุคปัจจุบัน
ที่เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า พวกเขามีตัวตน"
คนไร้ตัวตน หนังไร้สคริปต์
"ผมอยากแสดงภาพของเด็กที่ตกไปอยู่ในดงของผู้ใหญ่ที่ไร้ความรับผิดชอบ
พี่ชายคนโตที่อายุ 12 ปี
จะเป็นคนเดียวในหนังที่แสดงสัญญาณของความรับผิดชอบออกมา
และยืนหยัดเพื่อมันจบถึงที่สุด"
เป็นคำพูดของโคริอีดะ
ที่แสดงให้เห็นว่าการเฟ้นหาตัวนักแสดงรุ่นเยาว์ที่จะมารับบทพี่ชายคนโตนั่นคือ
อาคิระ นั้นไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลย ซึ่งเจ้าหนูวัย 14 ปี ยากิระ
ยูยะ ที่ได้บทนี้ไป ก็ไม่ทำให้โคริอีดะต้องผิดหวัง
เพราะยูยะตีบทแตกถึงขนาดเป็น
ชาวญี่ปุ่นคนแรกที่ได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากคานส์
"ผมประทับใจกับแววตาที่ไม่เหมือนใครของยูยะ
ระหว่างที่เราถ่ายทำยูยะก็เริ่มเสียงแตกหนุ่ม
และสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็สอดคล้อดกับบทในหนังของเขา ที่จะค่อยๆ
เปลี่ยนจากเด็กเหนียมอายมาเป็นพี่ใหญ่ที่ต้องคอยดูแลน้องๆ"
ส่วนอีกบทที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ
แม่ผู้ทอดทิ้งหนูน้อยทั้งสี่คน ซึ่งสาวใหญ่ โยยุ
ที่เป็นขาประจำรายการโชว์ทางทีวี
ก็ผันตัวเองมาเล่นหนังอย่างไม่สู้จะเต็มใจนักในตอนแรก
เพราะเธอไม่ชอบท่องบท แต่ชอบการด้นสดมากกว่า
ซึ่งก็เข้าทางโคริอีดะอย่างจัง
เพราะเขาเตรียมจะถ่ายหนังเรืองนี้โดยไม่มีบท
แต่จะบอกให้เด็กอะไรยังไงกันกลางกองถ่ายเลย
"ผมอยากให้แม่มีด้านที่เป็นมนุษย์
ผมคงผิดหวังถ้าหากคนดูเดินออกจากโลกพร้อมกับด่าทอว่าเธอเป็นแม่ใจยักษ์ผิดมนุษย์
ผมอยากให้ทุกคนเข้าใจและเห็นใจเธอ ดังนั้นผมจึงเลือก โยยู
เพราะเธอมีจิตวิญญาณที่เข้มแข็งจนคนดูรู้สึกได้" เมืองแห่งนั้น
นอกจากจะถ่ายทำแบบเรียงลำดับเวลาครบทั้ง 4 ฤดูแล้ว 70%
ของหนังยังเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอพาร์เมนต์เล็กๆ ขนาด41.3
ตารางเมตร ที่ตั้งอยู่สุดทางเดินมืดๆ บนชั้น2
และดูโดดเดี่ยวจากทุกอย่างในโตเกียว ด้วยเหตุผลจากโคริอีดะว่า
"ผมอยากทำหนังเกี่ยวกับโตเกียว
มันเป็นเมืองที่ผมเกิดและใช้ชีวิตอยู่มาจนถึงทุกวันนี้
ผมอยากบอกเล่าถึงชีวิตเด็กในเมืองนี้ Nobody Knows
เป็นหนังที่เล่าถึงวัยเยาว์ ไม่ใช่เฉพาะของเด็ก 4 คนนี้
แต่ยังรวมถึงผมด้วย ตอนเด็กๆ
ผมกลัวเสมอว่าแม่จะไม่กลับบ้านหลังเลิกงานกะดึก
ผมอยากรื้อฟื้นความทรงจำเหล่านั้น และแบ่งปันกับทุกคน"
กระจายโปรยตามหน้าต่างๆ (ตัดทิ้งได้) Autumn
"ถึงอาคิระลูกรัก แม่ต้องไปทำธุระสักระยะหนึ่ง ฝากดูแล
เคียวโกะ, ชิเกรุ และยูกิด้วย" Winter
"แม่สัญญาว่าจะกลับมาให้ทันคืนคริสต์มาสอีฟ" Spring
"แม่เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นคุณนายยามาโมโตแล้ว" Summer
เด็กนักเรียนหญิงคนนั้นชื่อ ซากิ |