>>  Home | J-Dramas |  K-Dramas | J-Stars | K-Stars | Movies | News |  Music | Books | Download | Webboard

    >>  Mobile Service  | E-Mail  | สารบัญเว็บไซต์ | ลิงค์เพื่อนบ้าน     

    
 
 

 

Menu

  หน้าแรกของภาพยนตร์

  ข่าวภาพยนตร์

  ภาพยนตร์เกาหลี

  ภาพยนตร์ญี่ปุ่น

  ภาพยนตร์จีน

   ภาพยนตร์อื่นๆ
 
 

 
 
 
 

Movies >> ภาพยนตร์ญี่ปุ่น > Sukiyaki Western Django

ข้อมูลเกี่ยวกับภาพยนตร์  | นักแสดงและทีมงาน ชมตัวอย่างภาพยนตร์  | โปสเตอร์ภาพยนตร์


เรื่องย่อ

เนิ่นนานนับร้อยๆ ปีหลังจากที่ศึกดันโนอุระอันเลื่องลือ (ในปี 1185) ผ่านพ้นไป ณ หมู่บ้านเชิงเขาอันห่างไกลในญี่ปุ่น สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง เมื่อกองทหารชุดขาวแห่งเกนจิ (ตระกูลมินะโมโตะ) ภายใต้การนำของ โยชิตสึเนะ กับกองทหารชุดแดงแห่งเฮอิเกะ (ตระกูลไทระ) ภายใต้การนำของ คิโยโมริ เกิดการปะทะกันเพื่อครอบครองขุมทองลี้ลับในตำนาน

เมื่อหนุ่มพเนจรนิรนามผู้มีอดีตอันขมขื่นเดินทางมาถึงหมู่บ้านแห่งนี้พร้อมด้วยความแม่นปืนไร้เทียมทาน ก็กลายเป็นที่หมายปองของทั้งสองตระกูลทันที

การช่วงชิงอำนาจ, การทรยศหักหลัง, ราคะ และเรื่องรักที่พัวพันกันยุ่งเหยิง กำลังก่อให้เกิดการนองเลือด สงครามไทระ-มินาโมโตะในประวัติศาสตร์จะกลับมามีบทบาทอีกครั้งใน “มะกะโรนี เวสเติร์น” อันแสนวุ่นวายนี้
 



หนึ่งในภาพยนตร์โดย ทากาชิ มิอิเกะ

SUKIYAKI WESTERN DJANGO

บทภาพยนตร์ : ทากาชิ มิอิเกะ และ มาซารุ นากามูระ

กำกับภาพยนตร์ : ทากาชิ มิอิเกะ

ทากาชิ มิอิเกะ ซึ่งไม่เคยยึดติดกับสิ่งเดิมๆ
 มาพร้อมกับเรื่องราวดิบเถื่อนที่สุดในชีวิต ทว่าแฝงความหมายบางอย่างไว้

ด้วยการผสมความดุเดือดแบบการ์ตูนเข้ากับความป่าเถื่อนสมจริง แล้ววางไว้บนเรื่องรักสุดเศร้า

...เกิดเป็นหนังคัลต์เร้าใจในบัดดล
- นิตยสาร VARIETY -

เมื่อหยิบหนังซามูไรมาหมักกับ สปาเกตตี เวสเติร์น แล้วกรองให้เหลือแต่ความดิบเถื่อนล้วนๆ
มันย่อมกลายเป็นหนังคัลต์สุดคลาสสิกของคนรุ่นใหม่อย่างแน่นอน

 - หนังสือพิมพ์ INTERNATIONAL HERALD TRIBUNE -

- - - - - - - - -

สุกียากี้ (คำนาม) หมายถึง อาหารญี่ปุ่นเลื่องชื่อ ประกอบด้วยเนื้อสัตว์ ซอสถั่วเหลือง เต้าหู้ และผักต่างๆ ต้มรวมในหม้อใบเดียวกันซึ่งวางไว้กลางโต๊ะ หากแต่ส่วนประกอบเรียบๆ ง่ายๆ เหล่านี้ต้องคลุกเคล้าเข้ากันโดยไม่มีการเติมน้ำซุปใดๆ นั่นแหละถึงจะให้รสชาติแบบญี่ปุ่นแท้ๆ

- - - - - - - - -

เพื่อเป็นการคารวะต่อหนังคาวบอยอิตาเลียน (สปาเกตตี เวสเติร์น) หรือที่เรียกกันในญี่ปุ่นว่า “มะกะโรนี เวสเติร์น” ผู้สร้างภาพยนตร์เลื่องชื่อ ทากาชิ มิอิเกะ (จาก Audition) จึงให้กำเนิดหนังคาวบอยญี่ปุ่นสุดพิสดาร แล้วเรียกขานแนวทางนี้ว่า “สุกียากี้ เวสเติร์น”

Sukiyaki Western Django ของมิอิเกะเลือกใช้สงครามเก็นเปในศตวรรษที่ 12 เป็นฉากหลัง และถ่ายทำเป็นภาษาอังกฤษตลอดทั้งเรื่อง โดยมีทีมเบื้องหลังเป็นผู้เปี่ยมพรสวรรค์ซึ่งส่วนใหญ่จะเคยร่วมงานกับมิอิเกะมาก่อน เป็นต้นว่า ผู้กำกับภาพมือรางวัล โทโยมิจิ คูริตะ (จาก Cookie’s Fortune ผลงานกำกับของ โรเบิร์ต อัลต์แมน) ร่วมด้วยนักแสดงดาวเด่นอย่าง ฮิเดอากิ อิโตะ (จากโปรเจ็กต์แอ็กชั่นดราม่า Umizaru), โคอิจิ ซาโต (จาก Crest of Betrayal), ยูสุเกะ อิเซยะ (จาก Casshern), มาซาโนบุ อันโดะ (จาก Battle Royale), ทากาอากิ อิชิบาชิ (จาก สปอร์ตคอเมดีโปรเจ็กต์ Major League), โยชิโนะ คิมูระ (จาก The Samurai I Loved) เทรุยูกิ คากาวา (จาก Devil’s On The Door Step) และ คาโอริ มาโมอิ (จาก Memoirs of A Geisha) พร้อมด้วยนักแสดงรับเชิญสุดพิเศษ เควนติน ตารันติโน

สิ่งที่ลอยเด่นอยู่ในหม้อสุกียากี้ซึ่งต้มรวมสุดยอดส่วนประกอบเหล่านี้ไว้ด้วยกัน คงเป็นอื่นใดไปไม่ได้นอกเสียจากการมองโลกอย่างคมคายในแบบมิอิเกะ

“เสียงระฆังกังวานจากวัดกิองโชจะ สะท้อนอนิจลักษณ์แห่งสรรพสิ่ง”

“สีของดอกสาละบ่งถึงสัจธรรมแห่งการผลิบานเพื่อเหี่ยวเฉาร่วงโรย”

เกียรติยศหาได้ยั่งยืน เสมือนภาพฝันยามค่ำคืนในฤดูใบไม้ผลิ

อำนาจย่อมมีวันสูญสลายไป ไม่ต่างจากฝุ่นผงในสายลมโชย

 >> ข้อมูลเกี่ยวกับภาพยนตร์  <<

 

เกี่ยวกับงานสร้าง

ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของหนังคาวบอยกับตำนานเฮอิเกะ

            กล่าวได้ว่าหนังคาวบอยเป็นรากฐานสำคัญของหนังฮอลลีวู้ดทุกวันนี้ ในขณะที่ดราม่าซามูไรก็เป็นรากฐานให้กับหนังญี่ปุ่น แต่กระนั้น Seven Samurai ผลงานชื่อก้องของผู้กำกับฯ อากิระ คุโรซาวา กลับเป็นแรงบันดาลใจให้ จอห์น สเตอร์จิส สร้าง The Magnificent Seven อันเป็นหนึ่งในหนังคาวบอยยิ่งใหญ่ตลอดกาลของฮอลลีวู้ด นอกจากนี้ ยังเป็นที่ทราบกันดีว่า The Bodyguard ผลงานอีกชิ้นหนึ่งของคุโรซาวาก็เป็นรากฐานสำคัญให้กับภาพยนตร์อิตาเลียนเลื่องชื่อของผู้กำกับฯ เซร์จิโอ เลโอเน นั่นคือ Per un pugno di dollari (Fistful of Dollars) อันเป็นผลงานจุดประกายหนังคาวบอย เมด-อิน-อิตาลี จนกลายเป็นปรากฏการณ์ในโลกภาพยนตร์ช่วงทศวรรษที่ 60 ต่อไปถึงต้นทศวรรษที่ 70 โดยที่ชาวญี่ปุ่นให้สมญานามว่า “มะกะโรนี เวสเติร์น” ในขณะที่ชาวอเมริกันจะเรียกต่างออกไปในชื่อ “สปาเกตตี เวสเติร์น”

                ควันปืนลอยคว้าง กับเสียงผิวปากหวีดหวิวสะท้อนก้อง จะนำเราก้าวเข้าสู่โลกที่อยู่เหนือกาลเวลาและสถานที่ อันเป็นดินแดนซึ่งที่ทำการไปรษณีย์แบบญี่ปุ่นอยู่รวมกับบาร์เหล้าของเหล่าคาวบอย ฉากต่างๆ จะคลับคล้ายคลับคลาราวกับว่าอยู่ในหนังคาวบอยอิตาเลียน หากแต่มีองค์ประกอบอื่นๆ ผสมอยู่ด้วย ทั้งตำนานเฮอิเกะ, สงครามดอกกุหลาบ รวมไปถึงเทพธิดาแห่งความตายในตำนาน “เบนเทนผู้กระหายเลือด” นี่แหละคือโลกของมิอิเกะ

                ในส่วนของบรรยากาศนั้นก็จะคล้ายๆ กับในหนังคาวบอยสุดคลาสสิกเรื่อง Shane (1953) โดยไม่มีเจตน์จำนงจะลอกเลียนหรือทำซ้ำแต่อย่างใด

                เมื่อนำส่วนประกอบเหล่านี้มาต้มรวมกันในหม้อสุกียากี้ใบใหญ่  สิ่งที่ลอยเด่นจะเป็นอื่นใดไปได้เล่านอกเสียจากการมองโลกอย่างคมคายในแบบมิอิเกะ

ดนตรี

                ทันทีที่ได้ยินคำว่า “สปาเกตตี เวสเติร์น” เมโลดี้ของ เอนนิโอ มอร์ริโกเน ก็เข้ามากระทบใจโดยพลัน ในส่วนของ Sukiyaki Western Django นั้น ได้ โคจิ เอนโด มาสร้างสรรค์ดนตรีประกอบหมองๆ ซึ่งเป็นผลรวมของทรัมเป็ต ออคารินา กับเสียงผิวปากหวีดหวิว

เพลงหลักของเรื่อง Django (1966) อันเป็นหนึ่งในภาพยนตร์แนวสปาเกตตี เวสเติร์นที่ยอดเยี่ยมที่สุด จะได้รับการเรียบเรียงใหม่เพื่อใช้ประกอบภาพยนตร์ของมิอิเกะ โดยมีคำร้องเป็นภาษาญี่ปุ่น และถ่ายทอดเสียงร้องโหยหวนโดย ซาบูโร คิตาจิมะ นักร้องแนวบลูส์ชาวญี่ปุ่น ผู้มีลูกคออันทรงพลัง

มิอิเกะกับนักร้องเพลงบลูส์เลื่องชื่อมารู้จักมักคุ้นกันได้ยังไงน่ะหรือ? ต้องย้อนไปที่ปี 1996 เมื่อครั้งที่มิอิเกะกำกับหนังวิดีโอเรื่อง Jingi naki Yabou ที่ โทเอ อูซูมาสะ สตูดิโอ ตอนนั้น ซาบูโร คิตาจิมะ ซึ่งเป็นดาวเด่นแห่งวงการเพลง ได้ร่วมแสดงในบทนักพนันในหนังเรื่องนี้ด้วย พอเข้าฉาก มิอิเกะสาดเลือดเทียมใส่นักร้อง/นักแสดงเลื่องชื่อคนนี้แบบไม่มียั้ง คิตาจิมะถึงกับบอก “แสดงหนังมาตั้งยี่สิบสามสิบปี ไม่เคยรู้เลยว่าเลือดเทียมจะเย็นจัดขนาดนี้ เรียกว่าวิธีการถ่ายทำซึ่งฉีกออกจากขนบเดิมๆ ของมิอิเกะได้ใจคิตาจิมะผู้ชุ่มโชกไปด้วยเลือดไปเต็มๆ

เบื้องหลังการถ่ายทำ

กุหลาบแดงและขาวเบ่งบานขึ้นท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวาย

ในหม้อสุกียากี้ใบใหญ่ก็มีทั้งความรักและความตายลอยละล่อง

Sukiyaki Western Django ถ่ายทำในฉากกลางแจ้งสุดพิเศษ ในเขตอิชิคุระ ที่เมืองยามากาตะ ลึกเข้าไปในหุบเขาสึกิยามะ เป็นฉากเหนือจินตนาการโดยผสานความเป็นหนังคาวบอยเข้ากับดราม่าญี่ปุ่นย้อนยุค ซึ่งปรากฏอยู่ในวงล้อมของทัศนียภาพอันงดงามแห่งหุบเขาสึกิยามะ

อุปสรรคในการจัดระบบระเบียบการถ่ายทำ หลักๆ คือสภาพอากาศที่พลิกผันไปมา ความหนาวเย็นยามค่ำคืนในฤดูใบไม้ร่วงที่สึกิยามะนั้นทำให้อาหารของนักแสดงและทีมงานกลายเป็นน้ำแข็งได้ไม่ยาก มิหนำซ้ำ สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายขึ้นไปอีก เพราะเป็นช่วงที่ฝนตกชุกตลอดทั้งเดือน ทำให้พื้นดินกลายเป็นโคลน พอถึงฉากที่อยากได้หิมะ ก็ดันมีลมอุ่นผิดฤดูพัดเข้ามา จนแทบจะหาหิมะไม่ได้สักเกล็ด 

ในส่วนของการถ่ายทำฉากพระอาทิตย์ขึ้นในถ้ำซาโอะ ทีมงานทั้งหมดจะต้องเดินเท้ากันไปตั้งแต่ตี 2 เพื่อให้ถึงสถานที่ก่อนตี 4 จะได้มีเวลาเหลือพอสำหรับแต่งหน้านักแสดง ทว่าการเดินในความมืดซึ่งมีเพียงแสงจากฝ่ายจัดแสงนั้น ก็เกือบจะทำให้ทีมงานบางคนหลงป่า

มาถึงอีกหนึ่งฉากใหญ่ มีม้าจากเขตโทโฮคุมาร่วมเข้าฉากด้วยทั้งสิ้น 40 ตัว โดยที่พวกมันจะต้องควบเต็มกำลัง ในขณะที่นักแสดงก็ต้องเข้าฉากเองทุกคน ไม่มีการใช้ผู้แสดงแทนเป็นอันขาด อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่มีตัวประกอบมหาศาล ที่สำคัญ ทุกอย่างต้องประสานกันอย่างลงตัว ฉากต่อสู้ด้วยปืนบนหลังม้านี้จึงถือว่าท้าทายมากทีเดียว มิอิเกะตระหนักได้ว่า แค่สั่ง Ready! กับ Action! คงจะไม่พอ ว่าแล้วก็สวมหมวกเหล็ก ชักปืน สมิธ แอนด์ เวสสัน ออกมายิงสนั่นลั่นฟ้า ผลปรากฏว่าเสียงนั้นก่อให้เกิดปฏิกิริยาตกประหม่าหวาดหวั่นของตัวประกอบซึ่งตรงกับความต้องการของผู้คุมงานภาพ โทโยมิจิ คูริตะ ยิ่งนัก    

                ทว่าช่วงเวลาที่ทีมงานต้องอกสั่นขวัญผวากันที่สุด เห็นจะเป็นการดวลปืนในพื้นที่โล่งว่างของเขตโชไนเสียมากกว่า เมื่อมิอิเกะชักปืน สมิธ แอนด์ เวสสัน ออกมา ในขณะที่คูริตะไม่ยอมน้อยหน้า ชักปืน แอริเฟล็กซ์ เอสที แอนด์ แอลที ออกมาประชัน!

                Sukiyaki Western Django ถ่ายทำเป็นภาษาอังกฤษตลอดทั้งเรื่อง เช่นเดียวกันกับ Masters of Horror – Imprint หนังภาษาอังกฤษเรื่องก่อนนี้ของมิอิเกะ นักแสดงทุกคนจะต้องเข้าคอร์สฝึกภาษาอังกฤษแบบเร่งรัดกับทั้ง นาเดีย วิเนสส์ ซึ่งเคยเป็นผู้ฝึกสอนการสนทนาให้กับดาราดังๆ ของฮอลลีวู้ดมาแล้วมากมาย อย่างเช่นในภาพยนตร์เรื่อง Chocolat กับ North Country และอีกคนคือ คริสเตียน สตอร์มส์ ซึ่งเป็นผู้ดัดแปลงบทภาษาญี่ปุ่นดั้งเดิมให้เป็นภาษาอังกฤษ

ในส่วนของ วิเนสส์ และ สตอร์มส์ นั้น การร่วมงานกับมิอิเกะใน Sukiyaki Western Django ถือเป็นครั้งที่สอง ต่อจาก Masters of Horror – Imprint

ท้ายที่สุด โคอิจิ ซาโต กล่าวถึงประสบการณ์ที่ได้รับจากการทำงานครั้งนี้ว่า “ผมตระหนักแล้วครับว่าช่วงหลายปีมานี้ ผมทำงานและได้เงินมาแบบง่ายแสนง่ายจริงๆ ต่างจากการแสดงในเรื่องนี้ลิบลับเลยครับ” นอกจากนักแสดงชายทั้งหลายจะต้องฝึกภาษาอังกฤษแล้ว พวกเขายังต้องเรียนขี่ม้าและควงปืนอีกด้วย ส่วนนักแสดงหญิงอย่าง คาโอริ มาโมอิ ก็ลำบากลำบนไม่แพ้กัน เธอต้องเข้าฉากกับสลิง และโดดเด้งอยู่บนเตียงสปริงกับในการรับบทเทพธิดาเบนเทนผู้กระหายเลือด มิหนำซ้ำยังมีพลาสติกห่อหุ้มเพื่อปกป้องร่างกายจากอากาศที่หนาวจับใจ ซึ่งทำให้การตีลังกาง่ายๆ กลับกลายเป็นเรื่องยากและท้าทายความสามารถของเธอมาก

 
ชื่อภาพยนตร์     Sukiyaki Western Django
ศึกหม้อไฟ ซามูไรจิ้มจุ่ม
ประเทศ       ญี่ปุ่น
ปีที่สร้าง        2007
กำหนดฉาย      04 กันยายน 2551
ประเภท       แอ๊คชั่น
ความยาว        

121  นาที

นักแสดงนำ      Hideaki Ito ... Gunman
Masanobu Ando ... Yoichi
Koichi Sato ... Taira no Kiyomori
Kaori Momoi ... Ruriko
Yusuke Iseya ... Minamoto no Yoshitsune
Renji Ishibashi ... Benkei
Yoshino Kimura ... Shizuka
rest of cast listed alphabetically:
Takaaki Ishibashi
Teruyuki Kagawa ... Sheriff
Toshiyuki Nishida
Shun Oguri ... Akira
Masato Sakai ... Taira no Shigemori
Hideaki Sato
Christian Storms
Yoji Tanaka
ทีมงานผู้สร้าง     

กำกับภาพยนตร์ - Takashi Miike

ผู้จัดจำหน่าย       

เอ็มพิคเจอรส์

Official Site      http://www.sukiyakimovie.com/
   

นักแสดงและทีมงาน

ตัวละคร - นักแสดง

มือปืนพเนจร : ฮิเดอากิ อิโตะ

            นุ่มจากดินแดนที่ราบสูงผู้มีบาดแผลทางใจเนทางร่อนเร่ไปกับม้าสีนิล เขาคือมือปืนรับจ้าง เป็นสิงห์ปืนไวผู้กำราบได้แม้กระทั่งลูกธนูกลางเวหา

                อิโตะเกิด 3 สิงหาคม ในปี 1975 ที่เขตกิฟู และเริ่มอาชีพทางการแสดงในปี 1997 กับดราม่าทางโทรทัศน์เรื่อง Dessan จากนั้นก็รับบทในภาพยนตร์อีกมากมาย ตัวอย่างเช่น Himitsu (1999), Cross Fire (2000), Blister (2000), Love Song (2000) และ Shura Yukihime (2001) รวมถึงได้ร่วมงานกับผู้กำกับฯ โยจิโระ ทากิตะ โดยรับบท ฮิโรมาสะ มินะโมโตะ ประชันบทบาทกับ มันไซ นอมระ ในภาพยนตร์เรื่อง Onmyoji ซึ่งกวาดรายได้ไปถึง 3.2 พันล้านเยน จนกลายเป็นภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดแห่งปี กระทั่งปี 2003 อิโตะก็ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในนักแสดงภาพยนตร์แถวหน้าของญี่ปุ่นทันทีจาก Onmyoji 2 นอกจากนี้ ยังมีการแสดงในปี 2004 กับบท ไดสุเกะ เซนซากิ เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามชายหาดแห่งหน่วย Mobile Rescue เขต 10 ในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ Umizaru โดยผู้กำกับฯ เออิจิโระ ฮาสุมิ ปีถัดมา Umizaru กลายเป็นซีรี่ส์ดราม่าสุดฮอตทางจอแก้ว ก่อนจะหวนคืนสู่จอเงินกันที่ปี 2006 ในชื่อ Limit of Love : Umizaru นับเป็นโปรเจ็กต์ไตรภาคทางจอเงินและจอแก้วที่ประสบความสำเร็จมหาศาล โดยที่ Limit of Love : Umizaru นั้น กวาดรายได้ไปกว่า 7.1 พันล้านเยน พร้อมขึ้นแท่นภาพยนตร์อันดับหนึ่งแห่งปีไปโดยปริยาย ในขณะที่อิโตะเองก็ร่วมแสดงด้วยทั้งสามภาค ซึ่งระหว่างนั้น ในปี 2005 เขายังรับบทในภาพยนตร์เรื่อง Kono Mune Ippai No Ai Wo ของผู้กำกับฯ อากิฮิโระ ชิโอดะ อีกด้วย

จอมเผด็จการ คิโยโมริ ไทระ : โคอิจิ ซาโต

            คิโยโมริ หรือที่เรียกกันว่า เฮนรี คือผู้นำกองทหารชุดแดง เขาสวมชุดเกราะยุโรป กระหน่ำหมู่บ้านด้วยห่ากระสุนจากปืนกลแกตลิง พร้อมตะโกนดังลั่น “ข้าไม่มีวันยอมตายถ้ายังไม่ชนะ”

                โคอิจิ ซาโต เกิดที่โตเกียว และเริ่มอาชีพทางการแสดงในปี 1980 กับดราม่าทางจอแก้วเรื่อง Zoku Zoku-jiken ปีถัดมา เขาชนะรางวัลนักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยมบนเวที Blue Ribbon Awards จากการแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Seishun No Mon (1981) ต่อมาจึงรับบทในภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง อาทิ Gyoei No Mure (1983) และ Dun Huang (1988) ในปี 1994 เขาคว้ารางวัลทางการแสดงมาได้มากมาย รวมถึงรางวัลใหญ่อย่าง นักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในงาน Japanese Academy Prize จากภาพยนตร์ 2 เรื่อง คือ Chushingura Gaiden Yotwuya Kaidan และ Tokarefu นอกจากนี้ ยังมีผลงานเด่นๆ อย่าง การแสดงในภาพยนตร์โดยผู้กำกับฯ จุนจิ ซากาโมโต เรื่อง KT (2002) และ Bokoku No Igis, “Ah Haru”(1998), Mibu Gishinden (2002), Makai Tenshou (2003) และ Uchoten Hotel (2006) โดยผู้กำกับฯ โคยูกิ มิตานิ ก่อนจะคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมมาได้อีกครั้งจากการแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Yuki Ni Negua Koto ในปี 2006 ทั้งจากเทศกาล Tokyo International Film Festival ครั้งที่ 18 และงาน  Mainichi Film Concourse ครั้งที่ 60

นักรบผู้โอหังและโหดเหี้ยม โยชิตสึเนะ มินะโมโตะ : ยูสุเกะ อิเซยะ

                ผู้บัญชาการกองทหารชุดขาวแห่งเกนจิ ซึ่งปรารถนาชีวิตแบบนักรบออกศึกมากกว่าวิถีชีวิตแบบซามูไร ดาบของเขาจะโผล่พ้นฝักเพื่อประหารศัตรูอย่างเลือดเย็นเท่านั้น

                ยูสุเกะ อิเซยะ เกิด 29 พฤษภาคม ในปี 1976 ที่โตเกียว ในปี 1998 เขาเปิดตัวบนเส้นทางการแสดงในภาพยนตร์ของผู้กำกับฯ ฮิโรกะซู โคริอิดะ เรื่อง Wonderful Life รวมถึงเข้าศึกษาต่อด้านภาพยนตร์ที่ NYU ก่อนจะรับบทนำเป็นครั้งแรกในภาพยนตร์เรื่อง Kinpaut No Sogen ต่อมาจึงรับบทนำในภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ อีกมากมาย เป็นต้นว่า Distance (2001) และ Gaichuu (2002) กระทั่งปี 2003 จึงมีผลงานกำกับภาพยนตร์เป็นเรื่องแรก นั่นคือ Kakuto ซึ่งทั้งเขียนบทและแสดงเองด้วย ภาพยนตร์นั้นได้รับเลือกให้เข้าฉายอย่างเป็นทางการในเทศกาล Rotterdam International Film Festival โดยกวาดเสียงชื่นชมมาได้ล้นหลาม ต่อเนื่องมาถึงปี 2004 เขารับบทใน Casshern ภาพยนตร์สุดฮิตของผู้กำกับฯ คาซูอากิ คิริยะ ส่วนในปี 2006 นั้น กล่าวได้ว่าเป็นปีทองเขาเลยทีเดียว โดยมีผลงานกับภาพยนตร์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Kiraware Natsuko No Isshou, Hachimitsu To Clover, Deguchi No Nai Umi รวมถึงการแสดงในภาพยนตร์ของผู้กำกับฯ คิจิตาโร เนกิชิ เรื่อง Yuki Ni Negau Koto ซึ่งต้องประชันบทบาทกับ โคอิจิ ซาโต ด้วย ผลคือ อิเซยะคว้ารางวัลนักแสดงแห่งปีมาครองได้จากเทศกาล Tokyo International Film Festival นอกจากนี้ เขายังมีผลงานที่เพิ่งผ่านตาไปไม่นาน อย่าง Zukan Ni Nottenai Mushi, Densenka และ Closed Note

ทากาชิ มิอิเกะ : ผู้กำกับภาพยนตร์

                ทากาชิ มิอิเกะ เกิด 24 สิงหาคม 1960 ในโอซาก้า และสำเร็จการศึกษาจาก Yokohama Housou Eiga Senmon Gakuin (ปัจจุบันคือ Japan Academy of Moving Images) เขาเริ่มงานกับผู้กำกับฯ มากประสบการณ์ อย่าง โชเฮ อิมามูระ และ ฮิเดโอะ องจิ ก่อนจะมีผลงานกำกับของตัวเองเรื่องแรก เป็นหนังวิดีโอเรื่อง Eyecatch Junction มิอิเกะผ่านงานกำกับหนังวิดีโอมาแล้วมากมาย จนกระทั่งปี 1995 ถึงได้มีผลงานกำกับทางจอเงิน นั่นคือ Daisan No Gokudo กับ Shinjuku Triad Society เขากลายเป็นที่รู้จักจากสไตล์การกำกับอันสร้างสรรค์ไม่ซ้ำใครใน Fudoh (1996) เด่นดังยิ่งขึ้นใน Bird People of China (1998) และดังเป็นพลุแตกจาก Dead or Alive (1999) ในขณะที่สไตล์การถ่ายทำอันแปลกประหลาดใน Audition นั้น พาเขาข้ามน้ำข้ามทะเลไปดังระเบิดยังต่างบ้านต่างเมือง โดยชนะรางวัล KNF award และ FIPRESCI จากเทศกาลภาพยนตร์ Rotterdam International Film Festival ครั้งที่ 29 นอกจากนี้ มิอิเกะยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสิบผู้กำกับซึ่งประสบความสำเร็จมากที่สุดจากนิตยสาร TIME ตั้งแต่นั้นมา เขาก็กลายเป็นผู้กำกับฯชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งซึ่งมีผลงานออกมาไม่ขาดสาย ทั้งยังถ่ายทำเร็ว สร้างผลงานได้ถึงสองสามเรื่องต่อปี ส่งผลให้เขามีผลงานหลากหลาย ตั้งแต่หนังอาชญากรรมดิบเถื่อนไปจนถึงหนังเพลง อาทิ The City of Lost Souls (2000), Ichi the Killer (2001), The Happiness of the Katakuris (2001), Graveyard Of Honor (2002) และ Zebraman (2003)

ปี 2003 ผลงานเรื่อง Gozu ได้เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ และสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นหนังวิดีโอเรื่องแรกซึ่งได้รับเลือกให้เข้าชิงในสาขา Director’s Fortnight อย่างเป็นทางการ ปีถัดมา ผลงานเรื่อง One Missed Call กลายเป็นภาพยนตร์สุดฮิตถล่มบ็อกซ์ออฟฟิศ ในขณะที่ ผลงานอีกชิ้นหนึ่ง นั่นคือ IZO ก็ได้เข้าชิงอย่างเป็นทางการในเทศกาลภาพยนตร์กรุงเวนิส มาถึงปี 2005 ผลงานอย่าง The Great Yokai War นั้น กวาดรายได้ไปมหาศาล ส่วน A Big Ban Love : Juvenile ได้รับเลือกให้เข้าฉายอย่างเป็นทางการในเทศกาลภาพยนตร์กรุงเบอร์ลิน ทว่าภาพยนตร์ภาษาอังกฤษเรื่องแรก Masters of Horror – Imprint กลับถูกระงับฉายในอเมริกา เนื่องจากสยดสยองเกินกว่าจะรับได้ อย่างไรก็ตาม เขายังมีผลงานตื่นเต้นเร้าใจในอนาคตอันใกล้อีกมากมาย เป็นต้นว่า Bishonen and Yattaaman (ฤดูใบไม้ผลิปี  2009)

                นอกจากการกำกับภาพยนตร์แล้ว มิอิเกะยังร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องต่างๆ ด้วย อาทิ Kenka No Hanamichi (1996) และ Agitator ซึ่งเขากำกับเอง รวมทั้งภาพยนตร์โดยผู้กำกับฯ ทาเคชิ มิยาซากะ เรื่อง Kyoufu!! Namamushi Yakata No San-shimai (1997), ภาพยนตร์โดย เป็นเอก รัตนเรือง ในปี 2003 เรื่อง Last Life in The Universe (เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล), ภาพยนตร์โดย ยาซูโอะ อิโนะอุเอะ เรื่อง The Neighbor No.Thirteen (2005) และภาพยนตร์โดยผู้กำกับฯ เอลิ รอธ ในปี 2006 เรื่อง Hostel ซึ่งมี เควนติน ตารันติโน เป็นผู้อำนวยการสร้าง ในทางกลับกัน เควนตินจะมาร่วมแสดงใน Sukiyaki Western Django ด้วยเช่นกัน อันเปรียบเสมือนการแลกเปลี่ยนมิตรภาพระหว่างอัจฉริยบุคคลทางด้านภาพยนตร์ทั้งสองนั่นเอง

 

 >> ชมตัวอย่างภาพยนตร์ <<



 

 >> โปสเตอร์ภาพยนตร์ <<


  


<<  กลับหน้าแรกของภาพยนตร์
 

>>  Home | J-Dramas |  K-Dramas | J-Stars | K-Stars | Movies | News |  Music | Books | Download | Webboard  <<

>>  Mobile Service | E-Mail  | สารบัญเว็บไซต์ | ลิงค์เพื่อนบ้าน     <<