>>  Home | J-Dramas |  K-Dramas | J-Stars | K-Stars | Movies | News |  Music | Books | Download | Webboard

    >>  Mobile Service  | E-Mail  | สารบัญเว็บไซต์ | ลิงค์เพื่อนบ้าน     

    
 
 

 

Menu

  หน้าแรกของภาพยนตร์

  ข่าวภาพยนตร์

  ภาพยนตร์เกาหลี

  ภาพยนตร์ญี่ปุ่น

  ภาพยนตร์จีน

   ภาพยนตร์อื่นๆ
 
 

 
 
 
 

Movies >> ภาพยนตร์ญี่ปุ่น > A Tale of Mari and Three Puppies

ข้อมูลเกี่ยวกับภาพยนตร์  | นักแสดงและทีมงาน | ภาพประกอบ |  ชมตัวอย่างภาพยนตร์  | โปสเตอร์ภาพยนตร์


เรื่องย่อ

 นี่คือเรื่องราวแห่งชีวิต อ้างอิงจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
การรอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์ของแม่สุนัขและลูกน้อยของมัน
เป็นเวลา 16 วันในหมู่บ้านที่ผู้คนอพยพออกไป

ได้เกิดเหตุแผ่นดินไหววัดแรงสั่นสะเทือนได้ 6.8 ริคเตอร์ จุดศูนย์กลางอยู่ที่เขตชูเอ็ทสึ จังหวัดนีงาตะ มันได้รับการตั้งชื่อว่า “แผ่นดินไหวชูเอ็ทสึจังหวัดนีงาตะ” เมืองที่มีชี่อเสียงอย่างยามาโกชิ (ปัจจุบันเรียกว่านากาโอกะ) ที่ขึ้นชื่อในเรื่องวัวชนและปลาคาร์พสี ได้ประสบภัยพิบัติอย่างใหญ่หลวงและต้องตกอยู่ในภาวะโดดเดี่ยวโดยสิ้นเชิงเมื่อทางหลวงเข้าเมืองสายหลักถูกทำลาย แต่เหตุการณ์บางอย่างได้นำกำลังใจมาสู่ชาวเมืองยามาโกชิที่ตกอยู่ในความสิ้นหวังสุดหยั่ง

สุนัขตัวหนึ่งชื่อ “มาริ” ตกลูกออกมาสามตัวในวันเดียวกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้ หลังจากเกิดแผ่นดินไหวและผู้คนถูกอพยพออกไปเพื่อความปลอดภัย มาริดูแลลูกน้อยด้วยตัวมันเองท่ามกลางการทำลายล้างของธรรมชาติ และได้ทำให้ชาวบ้านรู้สึกตื้นตันเมื่อมันได้โผล่อีกครั้งโดยไม่รับอันตรายใด ๆ พร้อมลูกน้อยทั้งสามตัวหลังจากผ่านไปแล้ว 16 วัน การปรากฏตัวของมันแบบ “ฉันรอดชีวิตมาได้พร้อมลูก ๆ” ไม่เพียงมอบความกล้าหาญให้แก่ชาวบ้านที่ตกเป็นเหยื่อของหายนะ แต่ยังได้ให้กำลังใจอย่างอักโขในการก่อสร้างซ่อมแซมขึ้นใหม่หลังจากแผ่นดินไหวชูเอ็ทสึ.....
 

คำนำ

หนังสือที่บรรยายเรื่องราวเหตุการณ์ครั้งนี้ “ยามาโกชิ-มุระ โนะ มาริ โตะ ซัมบิกิ โนะ โคะอินุ(Yamakoshi-mura no Mari to Sanbiki no Koinu)” (จัดพิมพ์โดยบุงเกชุนจยู) กลายเป็นที่นิยมในหมู่นักเรียนประถมไปจนถึงมัธยม และขายได้ถึง 150,000 เล่ม (ณ เดือนกรกฎาคม 2007) จนกลายเป็นหนังสือติดอันดับขายดีที่สุด ภาพยนตร์เรื่องนี้ “A tale of Mari and three puppies” ถูกอ้างอิงจากหนังสือเล่มดังกล่าว และได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากจังหวัดนีงาตะ เมืองนากาโอกะ และเมืองซานโจในระหว่างการถ่ายทำ

ผู้กำกับคือ ริวอิชิ อิโนมาตะ ผู้ที่ทำให้หนังดราม่ากินใจหลายเรื่องได้ออกมาโลดแล่นมีชีวิต อย่างซีรี่ส์เรื่อง “RURI’S ISLAND” สำหรับหนังเรื่องนี้เป็นหนังฉายในโรงเรื่องแรกที่เขาได้กำกับ นักแสดงยอดเยี่ยมได้ถูกคัดเลือกมา ไม่ว่าจะเป็น เออิจิโร ฟุนะโคชิ ผู้ซึ่งปรากฏตัวเป็นประจำในละครทีวีดราม่า, อะกิโกะ มัทสุโมโตะ, มาซาโนบุ ทาคาชิมะ และเค็น อุทสึอิ โจ ฮิซาอิชิ ผู้ที่เริ่มงานประพันธ์เพลงกับสตูดิโอกิบลีและได้แต่งเพลงให้กับหนังหลายเรื่องที่นับว่าเป็น “ภาพยนตร์แห่งชาติญี่ปุ่น” เป็นผู้รับผิดชอบดนตรีของหนังเรื่องนี้ บทเพลงที่สง่างามและปลุกเร้าความรู้สึกอย่างลึกซึ้งได้ส่งแรงเสริมให้กับตัวหนังอย่างยิ่ง เพลงประจำภาพยนตร์โดยอายากะ ฮิราฮาระ หลังจากเกิดแผ่นดินไหวชูเอ็ทสึ สถานีวิทยุประจำจังหวัดนีงาตะถูกขอเพลงชิ้นโบแดงของเธอที่ชื่อ “จูปิเตอร์” เข้ามาอย่างล้นหลาม เพลงนั้นได้แปรเปลี่ยนไปเป็นเพลงสัญลักษณ์สดุดีการก่อร่างสร้างเมืองขึ้นใหม่หลังจากภัยแผ่นดินไหวไปในทันที แน่นอนว่าไม่มีใครนอกจากเธอที่จะถูกพิจารณาในการเฟ้นหาเพลงประจำของภาพยนตร์ ผู้ชมทุกคนได้ถูกเชื้อเชิญให้รอชมเรื่องราว “จิตวิญญาณแห่งชีวิต” อันแสนอัศจรรย์และน่าประทับใจอย่างที่สุดเรื่องนี้

มาริ ขอบใจนะ       เจ้าได้สอนสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตแก่พวกเรา..

ครอบครัวอิชิคาวะอาศัยอยู่ในยามาโกชิมาหลายชั่วอายุคน ครอบครัวสี่คนประกอบด้วยพ่อ ยูอิจิ (เออิจิโร ฟุนะโคชิ) ผู้ซึ่งทำงานในที่ทำการหมู่บ้าน, ลูกชาย เรียวตะ (เรียวเฮ ฮิโรตะ), ลูกสาว อายะ (มาโอะ ซาซากิ) และคุณตาหัวรั้น ยูโซ (เค็น อุทสึอิ) ซาจิโกะ แม่ของเรียวตะกับอายะเสียชีวิตไปแล้วแต่ในบางครั้งน้องสาวของเธอ ซาเอโกะ (อะกิโกะ มัทสุโมโตะ) เจ้าของร้านเสริมสวยในนากาโอกะก็ได้เตรียมอาหารและได้ช่วยเหลือในสิ่งอื่น ๆ เพื่อทำหน้าที่แทนมารดา

อยู่มาวันหนึ่ง ในขณะที่เรียวตะกับอายะกำลังเล่นกันอยู่ตามปกติในทุ่งหญ้าโล่งกว้าง พวกแกบังเอิญไปเจอลูกสุนัขที่ถูกทิ้งไว้ในกล่องกระดาษแข็งพร้อมป้ายที่เขียนว่า “ขอบ้านที่ดี กรุณาด้วยค่ะ” โชคร้ายที่พ่อของพวกแกไม่ชอบสุนัข! เรียวตะบอกอายะว่าเป็นไปไม่ได้หรอกที่พวกแกจะเก็บลูกสุนัขไว้ แต่เมื่อมันพยายามที่จะตามพวกแกกลับบ้าน แม่หนูน้อยก็ไม่สามารถทิ้งมันลง “มันตัวเล็กมากเลยนะ มันคงเหงาแย่เลยที่ไม่มีพ่อกับแม่น่ะ” เรียวตะรู้ดีว่าตั้งแต่แม่ของพวกแกตายไปตั้งแต่อายะยังแบเบาะ อายะก็ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเสียงของแม่หรือลักษณะนิสัยใด ๆ ของแม่เลย เพราะฉะนั้นเรียวตะก็เลยเสนออย่างเห็นใจว่าพวกแกน่าจะไปขอการสนับสนุนจากคุณตาดีกว่า แล้วพ่อของพวกแกก็เลยตกลงที่จะรับเลี้ยงลูกสุนัขตัวนี้ มันก็เลยได้ชื่อว่า “มาริ” และได้กลายเป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัวอิชิคาวะนับตั้งแต่นั้น

ในปี 2004 มาริได้เติบโตขึ้นและตกลูกออกมาสามตัว ซึ่งทำให้ครอบครัวอิชิคาวะมีความสุขมาก เรียวตะกับอายะ พร้อมด้วยมาริกับลูก ๆ ออกวิ่งด้วยกันผ่านทุ่งหญ้าและภูเขามากมาย แต่ความสุขของพวกแกก็ไม่ยั่งยืน

วันที่ 23 ตุลาคม 2004 เวลา 5:56 ในตอนเย็น เกิดแผ่นดินไหวชูเอ็ทสึจังหวัดนีงาตะขึ้น

ในชั่วอึดใจ ภูเขาถล่มเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย พื้นแยกเป็นรอยแตกหลุมใหญ่และทุกบ้านราบลงสู่พื้นดิน ยูอิจิผู้เป็นพ่อออกจากยามาโกชิไปทำงาน ส่วนเรียวตะก็ไปเรียนพิเศษที่โรงเรียน เมื่อเกิดอาฟเตอร์ช็อกขึ้น ผู้คนในหมู่บ้านก็ทยอยมารวมตัวกันที่โรงเรียนของเรียวตะ ซึ่งได้กลายเป็นศูนย์อพยพกลาง แต่อายะกับคุณตาไม่ได้อยู่ในกลุ่มพวกเขา อายะกับคุณตายูโซอยู่ในบ้านและถูกทับอยู่ข้างใต้เมื่อมันถล่มลงมา

เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วนะ? ยูโซกอดอายะไว้ และยอมรับว่าชีวิตของเขาคงจะจบสิ้นในอีกไม่นาน แต่ทันใดนั้น เสียงหนึ่งแหวกเข้ามาในภวังค์ของพวกเขาที่ค่อย ๆ ลดลงทุกขณะ มันคือมาริ ดูเหมือนว่ามันกับลูก ๆ จะไม่ได้รับอันตรายใด ๆ มาริปล่อยลูก ๆ ให้อยู่ในบ้านสุนัขที่ปลอดภัยและคลานเข้ามาข้างใต้เศษหินเศษอิฐ มันคลานเข้าไปใกล้พวกเขา ไม่ได้รับรู้ถึงอาการบาดเจ็บที่ตัวเองได้รับอยู่เลย ราวกับว่าจะมอบความกล้าหาญให้ทั้งสองคน มันเลียหน้าพวกเขา มาริพยายามอย่างสิ้นหวังที่จะช่วยเหลือคนทั้งคู่ออกจากใต้ซากตึก แต่ไม่มีแรงพอที่จะดึงทั้งคู่ที่ติดอยู่ใต้คานใหญ่ ระหว่างที่ดูแลลูกน้อยทั้งสามตัว มาริก็กลับมาหาอายะกับยูโซอยู่เนือง ๆ เพื่อให้กำลังใจพวกเขา  

แผ่นดินถล่มและโคลนที่ตกลงมาได้ทำให้ถนนหลายสายที่มุ่งหน้าสู่ยามาโกชิพังพินาศและทำให้เมืองถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง แต่สุดท้าย เฮลิคอปเตอร์กู้ภัยนำโดยสิบเอกยาสุดะ (มาซาโนบุ ทาคาชิมะ) แห่งกองกำลังป้องกันตนเองได้จัดการให้ไปถึงยามาโกชิจนได้ ขอบคุณมาริที่นำสิบเอกยาสุดะไปยังบ้านอิชิคาวะ อายะกับยูโซจึงได้รับความช่วยเหลือจนปลอดภัยในที่สุด ทั้งสองรอดชีวิต ได้กำลังใจจากมาริ อายะอ้อนวอนว่า “มาริกับลูก ๆ ของมันจะได้ไปด้วยกันใช่ไหมคะ แต่ความปรารถนาของเธอไม่เป็นจริง ภารกิจที่ต้องมาก่อนคือการช่วยชีวิตมนุษย์ ฉะนั้นจึงไม่สามารถพามาริกับลูก ๆ ไปกับเฮลิคอปเตอร์ด้วยได้ เสียงร่ำไห้ของอายะ “มาริ กรีดร้องอย่างต่อเนื่องเมื่อเฮลิคอปเตอร์ทิ้งหมู่บ้านไว้เบื้องหลัง มาริตามเฮลิคอปเตอร์ที่มีอายะกับยูโซอยู่ในนั้นไปไกลตราบเท่าที่มันไปไหว

มาริและลูกทั้งสามตัวถูกทิ้งไว้ที่ยามาโกชิ มีชีวิตอยู่โดยไร้อาหาร มาริได้ใช้สัญชาตญาณความเป็นแม่ปกป้องลูกน้อยจากภยันตรายอย่างสุดความสามารถ ในขณะเดียวกัน ที่ศูนย์ผู้อพยพนากาโอกะ เรียวตะกับอายะรู้สึกหมดหวังที่พวกแกไม่สามารถช่วยชีวิตมาริ จึงได้แต่หวังว่ามันจะปลอดภัย เมื่อได้ยินเรื่องสภาวะอากาศแปรปรวนในยามาโกชิจะดำเนินต่อไปซึ่งทำให้มาริกับลูก ๆ ตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย เรียวตะกับอายะจึงตัดสินใจที่จะไปช่วยพวกมันด้วยตัวเอง

ในตอนจบ แม่มาริจะรักษาชีวิตลูก ๆ ไว้ได้ไหมหลังจากถูกทอดทิ้งไว้ในยามาโกชิ? และครอบครัวจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้งหรือไม่? เพื่อปกป้องสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดที่ไม่สามารถแทนที่ได้ ต้องรวบรวมความกล้าหาญอย่างมหาศาล...
 

 >> ข้อมูลเกี่ยวกับภาพยนตร์  <<


เกร็ดภาพยนตร์

  • สร้างจากเรื่องจริงที่ญี่ปุ่นในปี 2004 เกิดแผ่นดินไหวที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นว่า “แผ่นดินไหวชูเอ็ทสึ จังหวัดนีงาตะ” กับวีรกรรมสุดประทับใจของเจ้าหมาตัวน้อยที่ชื่อ “มาริ” ที่รอดจากแผ่นดินไหวนั้นทำให้ผู้ชมต้องหลั่งน้ำตา ถูกตีพิมพ์เป็นหนังสือที่มียอดขายมากกว่า 200,000 เล่ม

  • สร้างปรากฎการณ์กวาดรายได้ไปกว่า 3,000 ล้านเยน ชนะ “L Change The World” ในญี่ปุ่น

Production Notes       

เพื่อการถ่ายทำเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงนี้...

เนื่องจากหนังเรื่องนี้ถ่ายทอดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง แผ่นดินไหวชูเอ็ทสึจังหวัดนีงาตะนี้ สถานที่ที่ใช้ถ่ายทำส่วนใหญ่จึงอยู่ในท้องถิ่นของเมืองนากาโอกะ เพื่อถ่ายทำฉากกลับไปยามาโกชิจากนากาโอกะ ชาวบ้านราว ๆ 300 คนเป็นตัวประกอบอยู่ในฉาก นอกจากนั้นในการถ่ายทำฉากต่าง ๆ เช่นฉากสนามสู้วัว (เหตุการณ์ที่จัดขึ้นในยามาโกชิก่อนที่จะเกิดแผ่นดินไหว) ตัวประกอบราว ๆ 500 คนได้เข้าร่วมฉาก ดังนั้นตัวประกอบทั้งหมดรวมแล้วประมาณ 2,500 คนได้มีส่วนร่วม การถ่ายทำสถานที่ในจังหวัดนีงาตะยืดยาวเกินกว่าช่วงเวลา 28 วัน ด้วยเหตุว่าสถานที่นั้นเป็นที่ ๆ เกิดเหตุการณ์จริง ๆ บรรดานักแสดงและทีมงานทั้งหมดจึงทุ่มเทความพยายามมากกว่าปกติโดยอัตโนมัติ หนึ่งในทีมงานของเออิจิโร ฟุนาโคชิที่ได้ทำงานร่วมกับเขาเป็นเวลาถึง 20 ปี เกิดในนากาโอกะ สำหรับสายสัมพันธ์ส่วนตัวกับสถานที่นี้ ฟุนาโคชิจึงมีความสนใจเป็นอย่างมากในเหตุการณ์แผ่นดินไหวชูเอ็ทสึ ส่วนอะกิโกะ มัทสุโมโตะยิ่งไปกว่านั้น เธอได้ไปเยี่ยมเยือนยามาโกชิด้วยตัวเองเลยก่อนที่จะเริ่มการถ่ายทำ คนพวกนี้ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากคนท้องถิ่น ชาวเมืองเหล่านี้ได้พยายามอย่างสุดหัวใจร่วมมือในการถ่ายทำ เพื่อที่ว่า “แผ่นดินไหวชูเอ็ทสึจะได้ไม่ถูกลืมเลือน” มีหลายครั้งที่ผู้คนไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้แต่กลับน้ำตาไหลพรากเมื่อทบทวนเหตุการณ์จริงครั้งนั้น และแม้ว่าการถ่ายทำจะกินเวลายาวนาน ทุกคนก็กระตือรือร้นในการมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นจนจบ เมื่อการถ่ายทำใกล้จะจบลง ในเดือนพฤษภาคม เมื่อสถานที่ถ่ายทำถูกย้ายไปที่ยามาโกชิ ฟุนาโคชิและนักแสดงที่เหลือทั้งหมดเข้าฉากด้วยอารมณ์ลึกซึ้ง กล่าวว่า “ในที่สุดเราก็ได้มาที่นี่ซะทีนะ (ที่ยามาโกชิ)”

อาคารที่พักอาศัยในยามาโกชิที่สตูดิโอ จากนั้น...

บ้านของครอบครัวอิชิคาวะถูกสร้างขึ้นในที่สองแห่ง โตโฮสตูดิโอในโตเกียวและฉากกลางแจ้งในคาโมกาวะ จังหวัดชิบะ สำหรับครึ่งแรกของการถ่ายทำ บ้านของครอบครัวอิชิคาวะก่อนที่จะเกิดแผ่นดินไหว ที่พักอาศัยในยามาโกชิได้ถูกจำลองขึ้นมา ปลาคาร์พสีและวัวชนที่มีชื่อของยามาโกชิ รวมถึงเครื่องประดับตกแต่งศิลปะถูกนำเสนออย่างเหมือนจริงแม้กระทั่งรายละเอียดเล็กที่สุด ถึงอย่างไร ฉากที่ละเอียดลออนี้ก็ถูกทำลายลงอย่างราบคาบไม่เหลือเค้าเดิมเมื่อทำการถ่ายเพื่อให้ได้ความเหมือนจริงของแผ่นดินไหว ภายในสตูดิโอโตโฮ เครื่องที่สามารถก่อให้เกิดแผ่นดินไหวที่มีแรงสั่นสะเทือนขนาด 6.8 ริคเตอร์ถูกนำมาใช้ภายใต้ห้องของคุณตายูโซ เค็น อุทสึอิและมาโอะ ซาซากิได้รับประสบการณ์จริงของการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ด้วยแรงสั่นสะเทือนระดับนี้ ร่างกายจะไม่เคลื่อนไหวอย่างที่หวัง ยิ่งไปกว่านั้น ของตกแต่งบ้านอย่างตู้ต่าง ๆ ก็จะล้มคว่ำ แน่นอนว่าจะต้องมีการระมัดระวังความปลอดภัยอย่างดี แต่สภาวะดังกล่าวก็เหมือนกับที่เกิดขึ้นจริงเมื่อเกิดแผ่นดินไหว ความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นมีเพียงแต่คนที่เคยประสบกับตัวเองเท่านั้นถึงจะเข้าใจ แม้ว่าหลังจากแผ่นดินไหวหลักที่ทำให้ตึกถล่มเหลือเพียงแต่ซาก เค็น อุทสึอิกับมาโอะ ซาซากิยังต้องทนต่อไปในการที่ไม่สามารถขยับตัวได้ท่ามกลางฝุ่นหนาเตอะเป็นเวลาอีกหลายวันจากการเกิดอาฟเตอร์ช็อก

หน่วยกู้ชีพตัวจริงมาร่วมในการถ่ายทำด้วย...

ในหนังเรื่องนี้ สมาชิกทั้งหมดของกองพลตะวันออกที่ 12 แห่งกองกำลังป้องกันตัวเองทางบกของญี่ปุ่นที่เข้ากู้ชีพจริง ๆ ระหว่างแผ่นดินไหวชูเอ็ทสึได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการถ่ายทำ เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับฉากกู้ชีพให้แก่มาซาโนบุ ทาคาชิมะที่รับบทเป็นสมาชิกคนหนึ่งในกองกำลังป้องกันตัวเองและทีมงาน นอกจากนี้เฮลิคอปเตอร์ CH-47 ‘ชินุก’ และ UH-60 ‘แบล็กฮอว์ค’ ที่ถูกใช้ในการกู้ชีพที่เกิดขึ้นจริงยังถูกนำมาใช้ในการถ่ายทำอีกด้วย ทีมงานได้รับความช่วยเหลือตั้งแต่เริ่มต้น แต่ไม่ได้คาดหวังว่าบุคคลที่เคยทำหน้าที่กู้ชีพจริง ๆ จะเข้ามาเกี่ยวข้องขนาดนี้ อย่างไรก็ตาม ต้องขอบคุณกับความกรุณาของกระทรวงกลาโหมและกองกำลังป้องกันตัวเองมา ณ ที่นี้ ความร่วมมือได้บังเกิดเป็นความจริง ไม่มีอะไรที่สามารถวางแนวทางสำหรับการถ่ายทอดเหตุการณ์จริงได้ดีเท่านี้อีกแล้ว 

มาริและลูก ๆ ก็ตื่นตัวกันมากเลย!

มาริและลูก ๆ ของมันซึ่งเป็นสมาชิกที่สำคัญมาก ๆ สำหรับตัวละครในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้แสดงอย่างเต็มที่ ปกติมันยากมากที่จะให้สุนัขพันธุ์ญี่ปุ่นแสดงอะไรซักอย่าง (ในเรื่องนี้เป็นพันธุ์ชิบะ)  พวกมันจะยึดติดอยู่กับเจ้าของบางรายและสุนัขพวกนี้ก็เป็นสุนัขเฝ้ายามที่เยี่ยมยอด แต่การถ่ายทำพวกมันช่างยากเย็นเหลือเกินเพราะพวกมันไม่สามารถทำความเคยชินกับคนที่ไม่รู้จักจำนวนมาก ๆ ได้ ถึงอย่างนั้น ฉากช่วยชีวิตอายะกับยูโซ และฉากที่อายะทิ้งพวกมันไว้ข้างหลังก็สมควรจะได้รับการกล่าวถึงเป็นพิเศษ โปรดทำให้แน่ใจว่าคุณจะได้ไปดูด้วยตัวเองบนจอใหญ่ ยังมีฉากยาก ๆ อีกหลายฉาก ถึงแม้เดือนกุมภาพันธ์ยังคงเป็นหน้าหนาวอยู่ แต่ก็ไม่มีเครื่องทำความร้อนข้างในสตูดิโอ เพราะการเพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้นจะทำให้ลิ้นของสุนัขแล่บออกมา ซึ่งทำให้เกิดปัญหาในการถ่ายทำ นักแสดงใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นสำหรับฉาก “ฤดูใบไม้ผลิ” ก็เลยยากลำบากกันมาก อีกอย่างในเมื่อลูกสุนัขไม่สามารถรับการฝึกฝนแบบสุนัขที่โตแล้วได้ “การแสดง” ของพวกมันก็ถือว่าเป็นแค่การถ่ายทำพฤติกรรมตามธรรมชาติของพวกมันเสียมากกว่า ลูกสุนัขเดินเป็นเส้นตรงไม่ได้เลยซักตัว การถ่ายทำทั้งสามตัวอย่างที่ตั้งใจไว้ก็เลยเรียกได้ว่ามหัศจรรย์เลยทีเดียว ฉากที่อายะกับมารินอนหลับอยู่บนทุ่งหญ้าก็ใช้เวลามากมายกว่าจะถ่ายได้ ครูฝึกสุนัขค่อย ๆ อุ้มเจ้าหมาน้อยไปนอน แต่มันก็หลับไม่สนิทเท่าไหร่ แม้แต่เสียงที่เบาที่สุดก็ทำให้มันตื่นได้ จนกระทั่งลูกหมาน้อยหลับ นักแสดงและทีมงานทั้งหมดก็ระมัดระวังอย่างยิ่งที่จะไม่ทำให้เกิดเสียง จนเมื่อได้ยินคำสั่ง “เรียบร้อยทุกคนก็ปรบมือสนั่นกันในทันใด สิ่งนี้คงไม่เกิดขึ้นถ้าถ่ายแค่มนุษย์เท่านั้น...

หมู่บ้านยามาโกชิ 

นี่คือหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีประชากรน้อยกว่า 2,000 คน ตั้งอยู่ในใจกลางเขตชูเอ็ทสึ จังหวัดนีงาตะ มันถูกล้อมรอบไปด้วยความงดงามของธรรมชาติ และในช่วงต้นฤดูร้อน “นาข้าวขั้นบันได” ที่ปกคลุมเนินเตี้ย ๆ จะมีสีเขียวงามอร่ามตา และในฤดูหนาว ชาวบ้านก็มาถกเถียงกันว่าที่ไหนมีหิมะหนาเป็นอันดับหนึ่งหรืออันดับสอง พื้นที่นั้นยังมีชื่อเสียงสำหรับการผลิตวัวชน “สึโนะสุคิ” ตัวหนั่นหนา ซึ่งมีน้ำหนักมากถึงหนึ่งตันและชนกันเองด้วยพลังมหาศาล และปลาคาร์พสี “นิชิคิโกอิ” อันเลื่องชื่อในนานาประเทศ ในเดือนเมษายน 2004 หมู่บ้านยามาโกชิได้ถูกรวมเข้ากับเมืองนาคาโนะชิมะ, โคชิจิ, มิชิมะและโอกุนิกลายเป็นส่วนหนึ่งของเมืองนากาโอกะ (ในวันที่ 1 มกราคม 2006 เมืองโทจิโอะและเมืองเทระโดมะ  โยอิตะและวาชิมะก็ได้ถูกรวมเข้ากับเมืองนากาโอกะเช่นเดียวกัน)

แผ่นดินไหวชูเอ็ทสึจังหวัดนีงาตะ   

ในวันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม 2004 เวลา 5:56 ในตอนเย็น เกิดแผ่นดินไหวแรงสั่นสะเทือนขนาด 6.8 ริคเตอร์ที่เขตชูเอ็ทสึในจังหวัดนีงาตะโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ 13 กม.ใต้พื้นดิน ในเมืองคาวะกูจิ บันทึกแผ่นดินไหวได้ที่ระดับ 7 ในมาตราญี่ปุ่น และในหมู่บ้านยามาโกชิกับเมืองโอกุนิวัดได้ที่ต่ำกว่าระดับ 6 เพียงเล็กน้อย (นี่เป็นครั้งแรกที่ระดับ 7 ได้รับการบันทึกไว้นับตั้งแต่ภัยพิบัติแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ฮันชิน อวาจิเมื่อเก้าปีก่อนหน้านี้) นอกจากนี้ยังเกิดแผ่นดินไหวกำลังแรงอื่น ๆ อีก เช่น แผ่นดินไหวแรงสั่นสะเทือนขนาด 6.0 ริคเตอร์ในวันเดียวกันเมื่อเวลา 6:11 ตอนเย็น (ระดับ 6 ในมาตราญี่ปุ่น) และในวันต่อมาเมื่อเวลา 6:34 ตอนเย็น เกิดแผ่นดินไหวอีกครั้งความรุนแรงขนาด 6.5 ริคเตอร์ (ระดับ 6 ต้น ๆ ในมาตราญี่ปุ่น) ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน เกิดแผ่นดินไหว 18 ครั้งระดับ 5 ต้น ๆ ในมาตราญี่ปุ่น จัดว่าเป็นผลพวงจากอาฟเตอร์ช็อค กรมอุตุนิยมวิทยาได้ตั้งชื่อแผ่นดินไหวครั้งนี้ว่า “แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ชูเอ็ทสึจังหวัดนีงาตะเฮเซ 16” ในจังหวัดนีงาตะใช้ชื่อทั่วไปที่เรียกว่า “แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ชูเอ็ทสึจังหวัดนีงาตะ” มีผู้เสียชีวิต 67 รายและบาดเจ็บอีก 4,795 ราย (ตามรายงานตีพิมพ์จังหวัดนีงาตะปี 2006) ถนนที่มุ่งหน้าสู่หมู่บ้านยามาโกชิ (ทางหลวงแห่งชาติหมายเลข 291 และ 352, ทางหลวงประจำจังหวัดหมายเลข 23 และ 24 ฯลฯ) ถูกทำลายย่อยยับโดยแผ่นดินถล่ม ตัดขาดการสื่อสารทุกประเภทกับตัวหมู่บ้านและทำให้หมู่บ้านตกอยู่ในภาวะโดดเดี่ยวโดยสิ้นเชิง) ด้วยเหตุนี้ สองวันหลังธรณีพิโรธ ในวันที่ 25 ได้มีการอพยพผู้คนขนานใหญ่อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน  (มีมติยกเลิกคำสั่งอพยพเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2007)

ปลาคาร์พสี “นิชิคิโกอิ”

ยามาโกชิเป็นที่รู้จักในนามแหล่งกำเนิดของปลาคาร์พสี หุบเขาสูงชันของยามาโกชิมีหิมะปกคลุมมากกว่า 5 ม.ในฤดูหนาว และในอดีต มันกลายเป็นเกาะที่ล้อมรอบด้วยแผ่นดินอยู่บ่อยครั้ง ในสถานที่หนึ่ง ๆ ปลาคาร์พที่กินได้ (ปลาคาร์พดำ) ให้แหล่งโปรตีนที่มีคุณค่าและถูกเลี้ยงขึ้นมาในบึงที่ใช้เป็นอ่างเก็บน้ำทางการเกษตร เรารู้ว่าถึงจุด ๆ หนึ่งพวกปลาคาร์พดำเหล่านั้นจู่ ๆ จะกลายเป็นปลาคาร์พสี ในช่วงต้นรัชสมัยเมจิ พวกมันกลายเป็นที่ต้องการทั่วราชอาณาจักร ยามาโกชิเพลิดเพลินกับความสนใจจากทั้งในและนอกประเทศญี่ปุ่นในฐานะแหล่งปลาคาร์พ&#