|
เหตุการณ์ที่ถือว่าส่งผลดีที่สุด
นับแต่ยุคแห่งการกำเนิดและเริ่มอับเฉา
ของวงการภาพยนตร์เกาหลี ในช่วงศตวรรษที่ 20
ก็คือการถือกำเนิดของสิ่งที่เรียกว่า
"ภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ของเกาหลี"
ซึ่งเริ่มประเดิมศักราชโดยภาพยนตร์เรื่อง The Soul
Guardians ในปี 1998
ติดตามมาด้วยภาพยนตร์ที่โด่งดังอย่างเรื่อง Shiri ในปี
1999 ที่นำทัพภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์
ในอีกหลากหลายรูปแบบติดตามมา
อย่างไรก็ดี
ภายใต้เปลือกภายนอกที่มีความหลากหลายนี้
แท้ที่จริงก็มีแต่เพียงภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์
ที่เน้นเนื้อหาที่เอาใจตลาดเท่านั้น แม้จะตามติดด้วย The
Siren (หรือ Libera me) ภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์
ที่มาแรงเรื่องแรกของเกาหลีในปี 2000, Bichunmoo
ภาพยนตร์แอ็คชั่น ที่ปลุกกระแสภาพยนตร์ย้อนยุค และ Legend
of Gingko ภาพยนตร์ผจญภัยแฟนตาซี
ที่เพียบไปด้วยภาพวิชวลเอฟเฟกต์ แต่ภาพยนตร์เหล่านี้
ก็ยังไม่อาจสร้างความตื่นตาตื่นใจ
จนถึงขั้นเป็นภาพยนตร์แนวเอพิคได้
อันเนื่องจากทางผู้สร้างภาพยนตร์
ยอมประนีประนอมต่อผู้ชมมากจนเกินไป
และยังไม่อาจสร้างจิตวิญญาณ
ของภาพยนตร์แอ็กชั่นบล็อกบัสเตอร์
ที่จะทำให้คนดูรู้สึกคุ้มค่าเงิน แบบภาพยนตร์เรื่อง Shiri
ได้
ในปี 2001 วงการภาพยนตร์เกาหลี
เต็มไปด้วยภาพยนตร์แนวแก๊งมาเฟีย
และตำนานของภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ได้เริ่มต้นขึ้น
จนดูราวกับว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์เกาหลี
ได้ยอมแพ้ต่อสงครามต่อต้าน เรื่องปริมาณของภาพยนตร์ไปแล้ว
ความสำเร็จของผลงานยอดเยี่ยม
ถูกตัดสินจากจำนวนคนที่เข้ามาชมภาพยนตร์
โดยไม่ได้วัดกันที่คุณภาพของตัวภาพยนตร์
ในปี 2002
ภาพยนตร์แอ็กชั่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เกาหลี 2009 Lost Memories
แสดงให้เห็นถึงรากฐานที่มั่นคง
ของโอกาสในการเติบโตของภาพยนตร์เกาหลี
ด้วยการนำเสนอภาพการต่อสู้อันน่าตื่นตา
ที่เกิดขึ้นในดินแดนเกาหลี
ที่มีการวางโครงสร้างใหม่ในศตวรรษที่ 21 โดยวางวางรากฐาน
อยู่บนจิตวิญญาณของความเป็นชาติ ที่เคยสร้างความสนใจ
ให้กับคนดูเกาหลีมาแล้ว ในภาพยนตร์อย่าง Shiri และ JSA
และยังถือว่านี่คือครั้งแรก
ที่ภาพยนตร์เกาหลีพูดถึงโลกอนาคต ซึ่งเป็นโลกในจินตนาการ
ที่ดินแดนของเกาหลีถูกรวบรวมขึ้นใหม่
และกลายเป็นความท้าทาย ที่เพียบไปด้วยเรื่องผจญภัย
ด้วยคุณสมบัติที่หลากหลายทั้งหมดของ 2009 Lost Memories
จะเป็นบทพิสูจน์ให้เห็น
ถึงพัฒนาการของภาพยนตร์เกาหลี
ภาพยนตร์เรื่อง
2009 Lost Memories ทุ่มทุน 6.4 พันล้านวอน
ในงานถ่ายทำแต่เพียงอย่างเดียว หรือรวมเป็นเงินจำนวน 8
พันล้านวอน เป็นทุนสร้างที่ใช้ไปกับงานสร้างทั้งหมด
ใช้ทีมงานกว่า 1,000 คน
ซึ่งยังไม่รวมนักแสดงที่เป็นตัวประกอบ, ใช้เวลาวางแผนสองปี
กับอีกหนึ่งปีในการเตรียมงานสร้าง, 8 เดือนในการถ่ายทำ
การถ่ายทำ 120 ครั้ง ใช้ฟิล์มยาว 180,000 ฟุต
และงานโพสต์โปรดักชั่นอีก 4 เดือน
ทางด้านนักแสดง
ดรีมทีมนี้ประกอบไปด้วยผู้แสดง
ที่มีตั้งแต่ดาราดังของเกาหลี ชางด็องกัน (Nowhere to
Hide, Friend, ซีรีส์ All About Eve) ไปจนถึง นากามูระ
โทอุรุ (Gen-X Cops, Tokyo Raiders)
ที่มีประสบการณ์การแสดงระดับชาติมาแล้ว
และผู้กำกับที่โด่งดังไปทั่วโลกอย่าง อิมามูระ โชเฮ
(เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำ งานเทศกาลหนังเมืองคานส์จาก The
Eel และ Ballad of Narayama รวมทั้ง Black Rain, Warm
Water Under a Red Bridge
ที่ได้เข้าชิงรางวัล) |