Home  |  J - Dramas  |  J - StarsK - Dramas  |  K - Stars   |  Movie Download  Links Forums

 

 

Retro to Kitano

ครั้งแรกกับเทศกาลหนังของผู้กำกับแห่งยุค ทาเกชิ คิทาโน

2 ธันวาคม 2547 - 18 กุมภาพันธ์ 2548

ประวัติ ทาเกชิ คิทาโน  |  ผลงานกำกับภาพยนตร์  |  ตารางการจัดฉายภายนตร์


     HOUSE ร่วมกับ CLOSE UP ใกล้ชิด , MONGKOL CINEMA และ JAPAN FOUNDATION จัดกิจกรรมใหญ่ข้ามปีของวงการภาพยนตร์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นกันง่ายๆ "RETRO TO KITANO" นี้คือครั้งแรกของเทศกาลหนังผู้ที่ได้ชื่อว่าผู้กำกับแห่งยุค ทาเคชิ คิตาโน

     โดยภาพยนตร์ของคิตาโนทั้งหมด 12 เรื่อง จะถูกแบ่งเป็นการจัดฉาย 2 แบบ คือ ฉายแบบจำหน่ายตั๋วปกติ 100 บาท/ที่นั่ง ได้แก่เรื่อง HANA-BI , KIDS RETURN , KIKUJIRO และ BLOOD AND BONES (ผลงานการแสดงเรื่องล่าสุดของคิตาโน)

     ฉายแบบชมฟรีเฉพาะสมาชิกโรงภาพยนตร์ house ได้แก่เรื่อง SONATINE , VIOLENT COP , A SCENE AT THE SEA , GETTING ANY , DOLLS , BROTHERS , BOILING POINT และ ZATOICHI ซึ่งจัดฉายเรื่องละ 2 ครั้ง รวม 16 รอบ (ผู้ที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกสามารถสมัครสมาชิกได้ที่โรงภาพยนตร์ 100 บาท ตลอดชีพ)

 

>>  ประวัติ ทาเกชิ คิทาโน   <<

 


    
นับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา ทาเกชิ คิตาโนได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับที่มีผลงานโดดเด่นประสบความสำเร็จมากสุดของวงการหนังญี่ปุ่น รวมทั้งการสร้างชื่อในระดับนานาชาติ ด้วยลีลาการทำหนังที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผสมผสานความรุนแรง อารมณ์ขัน และอารมณ์เศร้าสะเทือนใจเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน

     ทาเกชิ คิทาโนเกิดเมื่อวันที่ 18 มกราคม 1947 เป็นลูกคนสุดท้องในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 4 คน ครอบครัวของเขามีฐานะไม่สู้จะดีนัก หลังจากเรียนจบชั้นมัธยม คิทาโนเลือกเรียนต่อคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเมอิจิ แต่แล้วขณะร่ำเรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 เขาก็ตัดสินใจเลิกเรียนกลางคัน และหันมาทำงานหารายได้พอประทังชีวิต ด้วยการเป็นพนักงานทำความสะอาด พนักงานเสิร์ฟ และพนักงานกดลิฟท์ตามลำดับ

     ปี 1973 ขณะอยู่ในช่วงวัยเบญจเพส คิทาโนทำงานเป็นพนักงานกดลิฟท์ และได้พบปะเจอะเจอกับคิโยชิ คาเนโกะ ทั้งสองจับคู่ตั้งทีมแสดงตลกแบบสแตนอัพ คอมเมดีชื่อ The Two Beats คิทาโนใช้ชื่อในการแสดงว่า บีท ทาเกชิ ส่วนคาเนโกะนั้นเป็นบีท คิโยชิ
The Two Beats เริ่มต้นแสดงตามไนท์คลับ และประสบความสำเร็จจนค่อย ๆ ขยับขยายมาปรากฎตัวในรายการโทรทัศน์ จนกระทั่งโด่งดังเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในหมู่ผู้ชมชาวญี่ปุ่น

     ราว ๆ ช่วงทศวรรษ 1980 The Two Beats ก็เลิกราแยกย้ายกันไป ถัดจากนั้นคิทาโนก็หันมาเอาดีทางด้านการแสดง งานในระยะแรกของเขาส่วนใหญ่เป็นบทตลกตามแนวถนัด

     ในปี 1983 คิทาโนแสดงหนังเรื่อง Merry Christmas, Mr. Lawrence ผลงานกำกับของนางิสะ โอชิมา ซึ่งมีเค้าโครงว่าด้วยเรื่องราวในค่ายเชลยศึกของญี่ปุ่นระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 คิทาโนรับบทเป็นทหารชั้นผู้น้อยที่เคร่งครัดต่อวินัยและปฏิบัติตามคำสั่งทุกอย่างของผู้บังคับบัญชา โดยไม่เคยทบทวนตั้งคำถามหรือนึกสงสัยว่า คำสั่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม ขัดต่อมนุษยธรรมหรือไม่

     การแสดงของคิทาโนใน Merry Christmas, Mr. Lawrence ได้รับคำชื่นชมในทางบวก และเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า เขาไม่ได้เก่งกาจเฉพาะการแสดงในบทตลกเท่านั้น ทว่าบทในทางหนักหน่วงจริงจังเขาก็ทำได้ดีด้วยเช่นกัน

     โอกาสในการทำหนังของคิทาโนมาถึงแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว เมื่อคินจิ ฟูกาซากุ (ผู้กำกับเรื่อง Battle Royale ภาคแรก) ตระเตรียมทำหนังเรื่อง Violent Cop และได้กำหนดวางตัวคิทาโนเอาไว้ในบทนำ แต่จู่ ๆ ฟูกาซากุก็ตัดสินใจถอนตัวกลางคัน โปรดิวเซอร์ของโครงการดังกล่าวจึงตัดสินใจมอบหมายให้คิทาโนรับช่วงเป็นผู้กำกับแทน

     นี่คือจุดเริ่มต้นของคนทำหนังรุ่นใหม่ที่มีฝีมือโดดเด่นมากสุดคนหนึ่งของวงการหนังญี่ปุ่น และกลายมาเป็น “รุ่นใหญ่” ที่ได้รับความนิยมและการยกย่องจากนักดูหนังทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน

นะนำิงค์ รวบรวม้อมูลกี่ยวกับผู้กำกับ Takeshi Kitano

Go to Top

 

 >>  ผลงานกำกับภาพยนตร์  <<

 
  Violent Cop

     งานกำกับชิ้นแรกของคิทาโนที่เริ่มต้นด้วยความบังเอิญ จากเดิมที่ได้รับการวางตัวให้เป็นเพียงแค่นักแสดงนำ คิทาโนเข้ามารับช่วงกำกับหนังเรื่องนี้ หลังจากที่คินจิ ฟูกาซากุถอนตัวออกไปขณะที่หนังยังไม่ได้ลงมือถ่ายทำเป็นรูปเป็นร่าง

     โดยเนื้อหาเค้าโครงแล้ว Violent Cop ไม่มีอะไรแตกต่างจากงานประเภท “ตำรวจจับผู้ร้าย” ทั่ว ๆ ไป แต่จุดเด่นสำคัญที่ทำให้งานชิ้นนี้ “พิเศษ” กว่า ก็คือ ลีลาการนำเสนอในแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใครของคิทาโน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกล้องนิ่ง ๆ การเล่นกับความเงียบ จังหวะการเดินเรื่องแบบใจเย็นค่อยเป็นค่อยไป การสร้างบุคลิกที่มีเสน่ห์ดึงดูดให้แก่ตัวละคร (ทั้งฝ่ายพระเอกและผู้ร้าย) ได้อย่างลุ่มลึกมีชีวิตชีวา

     เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ จังหวะของฉากต่อสู้ที่เกิดขึ้นจบลงอย่างรวดเร็วในชั่วพริบตา แต่ส่งผลกระทบรุนแรงถึงเลือดถึงเนื้อ ให้ความรู้สึกหนักแน่จริงจัง และมักจะเป็นฉากต่อสู้ที่เกิดขึ้นแบบจู่โจมฉับพลันในช่วงเวลาที่ผู้ชมนึกไม่ถึง

     พร้อม ๆ กันนั้น หนังตำรวจจับผู้ร้ายหรือหนังเกี่ยวกับยากูซ่าในแบบฉบับของคิทาโน ก็มักจะมีอารมณ์ยืนพื้นที่โน้มเอียงไปในทางเศร้าหม่นสะเทือนใจ จนทำให้มีการนำไปเปรียบเทียบกับหนังแอ็คชันของจอห์น วู (ยุคที่ทำในฮ่องกง) ซึ่งมีจุดร่วมหลัก ๆ ใกล้เคียงกันมา ไม่ว่าจะเป็นการสะท้อนภาพตัวละครในโลกของมิจฉาชีพและฝ่ายผู้รักษากฎหมาย ความขัดแย้งทางจิตใจของตัวละคร การเน้นคุณธรรมระหว่างมิตรสหาย การผสมผสานระหว่างความรุนแรงกับอารมณ์เศร้าสะเทือนใจ แต่ข้อแตกต่างระหว่างยอดผู้กำกับทั้งสองคนนั้นอยู่ที่วิธีการ

     กล่าวคือ หนังของจอห์น วูโดดเด่นด้วยคิวบู๊ที่ประดิดประดอยอย่างสวยงามน่าตื่นตา เน้นการเร้าอารมณ์ต่าง ๆ อย่างจงใจและจะแจ้ง เต็มไปด้วยการตัดภาพวูบวาบฉับไว ขณะที่คิทาโนมาในลีลาแบบเนิบนิ่ง “พูดน้อย ต่อยหนัก” แต่ได้ผลลัพธ์เข้มข้นสะใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

Go to Top

  Boiling Point (1990)

     หนังเรื่องที่ 2 ของคิทาโน ซึ่งยังคงรูปแบบแนวทางหลัก ๆ เช่นเดียวกับ Violent Cop แต่แตกต่างตรงที่มีการเพิ่มส่วนผสมของอารมณ์ขันเข้าไปด้วย และได้ชื่อว่าเป็นแนวทางในแบบฉบับที่ครบถ้วนสมบูรณ์ของคิทาโนอย่างแท้จริงเป็นเรื่องแรก

     พล็อตคร่าว ๆ ของหนังกล่าวถึง เด็กหนุ่มท่าทางทึ่ม ๆ เซ่อ ๆ สองคนในทีมเบสบอลท้องถิ่น ซึ่งไม่อาจทนเห็นโค้ชของตนเอง โดนพวกนักเลงมิจฉาชีพกลั่นแกล้งแต่ฝ่ายเดียว ทั้งคู่จึงตัดสินใจออกเดินทางไปหาซื้ออาวุธปืนที่โอกินาวา เพื่อจัดการล้างแค้น

     เหตุการณ์หลัก ๆ อยู่ที่การออกเดินทางผจญภัยของเด็กหนุ่มทั้งสอง ซึ่งมีโอกาสเข้าไปข้องแวะพัวพันกับพวกยากูซา อย่างสนุกสนานครื้นเครง และคาดเดาอะไรล่วงหน้าไม่ได้เลย ก่อนที่หนังจะสรุปลงเอยด้วยบททิ้งท้ายที่เด็ดขาด ทรงพลัง และเต็มไปด้วยอารมณ์หลากหลายปนเป ระหว่างความสะใจ ความรุนแรง สะเทือนอารมณ์ รวมทั้งการหักมุมพลิกผันเหนือความคาดหมาย

     คิทาโนไม่ได้แสดงในบทนำเหมือนที่เคย แต่เขาก็ยังอุตส่าห์มาปรากฎตัวในบทสมทบ เป็นนักเลงท้องถิ่นที่มีบุคลิกยียวนกวนประสาทแบบ “โหด มัน ฮา” และเป็นส่วนที่มีสีสันมากสุดในงานชิ้นนี้

Go to Top

  A Scent at the Sea (1991)

     หลังจากประสบความสำเร็จกับงานในทางแอ็คชั่นดราม่าเข้มข้นสะใจ งานชิ้นที่สามของคิทาโนก็ฉีกแนวมาเป็นหนังรักโรแมนติครสชาติแปลก ๆ อย่าง A Scene at the Sea ซึ่งเป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างเด็กหนุ่มพนักงานเก็บขยะที่เป็นใบ้และหูหนวกชื่อชิเกรุกับทาคาโกะ

     เรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อชิเกรุเก็บกระดานโต้คลื่นสภาพไม่สมประกอบจากรถเก็บขยะ และนำมาปรับปรุงจนพอใช้การได้ กระทั่งกลายเป็นความหลงใหลอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ถึงขั้นใฝ่ฝันอยากเข้าร่วมการแข่งขัน

     A Scene at the Sea เป็นหนังรักที่โดดเด่น ด้วยเนื้อเรื่องอันเรียบง่าย แต่มีบรรยากาศแปลก ๆ เปี่ยมเสน่ห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสะท้อนถึงความรักอันซาบซึ้งที่ปราศจากคำพูดของตัวเอกทั้งสอง (หนังทดแทนความเงียบของตัวละคร ด้วยดนตรีประกอบท่วงทำนองไพเราะและโดดเด่นมากของโจ ฮิซาอิชิ) การสร้างตัวละครที่คนดูรู้สึกรักและผูกพันอย่างแนบแน่น บทสรุปที่ซาบซึ้งกินใจและเศร้าหม่นอยู่ลึก ๆ

     A Scene at the Sea ได้รับคำชมอย่างมาก และถือเป็นหนังที่เรียบ ง่าย งดงามมากสุดเรื่องหนึ่งของทาเกชิ คิทาโน

 

Go to Top

  Sonatine (1993)

     นักวิจารณ์และผู้ชมจำนวนมากยกย่องให้ Sonatine เป็นหนังที่ดีที่สุดของคิทาโน หรือลดหลั่นลงมาอีกนิดก็สรุปได้ว่า เป็นหนึ่งในผลงานที่ยอดเยี่ยมติดอันดับต้น ๆ ของเขา

     เนื้อเรื่องของหนังกล่าวถึงยากูซากลุ่มหนึ่งในโตเกียว ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้าใหญ่ ให้ยกพลเดินทางไปยังโอกินาวา เพื่อช่วยเหลือแก๊งยากูซาท้องถิ่นที่นั่นจัดการกับคู่อริ แต่แล้วก็เกิดการทรยศหักหลังจนผิดแผน ทำให้พวกเขาต้องพากันไปหลบหนีกบดานซ่อนตัวอยู่แถว ๆ ชายหาดแห่งหนึ่ง และได้กลับมาใช้ชีวิตผ่อนคลาย สุขสงบ และสนุกสนานสุดเหวี่ยง

     อาจกล่าวได้ว่า Sonatine แบ่งเหตุการณ์เป็นสามส่วน ช่วงเปิดเรื่อง-ปิดเรื่อง มีกลิ่นอายของหนังยากูซาที่ดูจริงจังรุนแรง เต็มไปด้วยการต่อสู้ดุเดือด แต่ช่วงกลางเรื่องซึ่งกินเวลาส่วนใหญ่ในหนัง และเป็นหัวใจสำคัญ กลับดูเบาสบาย ผ่อนคลาย และแพรวพราวไปด้วยอารมณ์ขัน เต็มไปด้วยมุขตลกที่ยอดเยี่ยม น่ารักน่าชังและชวนประทับใจเป็นอย่างยิ่ง

     Sonatine โดดเด่นมากในการผสมผสานหลายสิ่งหลายอย่างที่ขัดแย้งจนไม่น่าจะไปด้วยกันได้ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ขัน เซ็กส์ ความรุนแรง ความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา และอารมณ์รันทดหดหู่ เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างแนบเนียนกลมกลืน และเต็มไปด้วยชั้นเชิงความเป็นศิลปะอันสูงส่ง
 

Go to Top

  Getting Any (1995)

     แม้จะได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดนักแสดงตลก และเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านอารมณ์ขัน ทว่าเอาเข้าจริงทาเกชิ คิทาโนกลับทำหนังที่เข้าข่าย “หนังตลก” อย่างแท้จริงเพียงแค่เรื่องเดียว นั่นคือ Getting Any มิหนำซ้ำยังเป็นหนังเรื่องเดียวของเขาที่ได้รับคำวิจารณ์ติดลบ และประสบความล้มเหลวรุนแรงมากที่สุด

     ว่ากันว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้ Getting Any ล้มเหลวอย่างยับเยินไม่เป็นท่า ก็เนื่องมาจากมันเป็นงานที่ “เบา” จนกระทั่งแฟน ๆ ที่เคยชื่นชมผลงานก่อนหน้านี้ของคิทาโน รู้สึกผิดคาดและผิดหวัง รวมทั้งเห็นว่า “ไร้สาระ”

     อย่างไรก็ตาม มองด้วยความเป็นธรรม คิทาโนแสดงเจตนาเด่นชัดว่าเขาต้องการให้ Getting Any เป็นหนังตลกหลุดโลก เพี้ยน ไร้สาระ (รวมทั้งเน้นอารมณ์ขันมุขตลกที่ดูเหมือนจะจงใจให้ “รสนิยมต่ำ”) ซึ่งโดยตัวงานที่ปรากฎถือได้ว่า บ้าบอคอแตกได้อย่างถึงพร้อมสุดขีด

     หนังเป็นเรื่องของไอ้หนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากการดูหนังโป๊ จนทำให้เกิดความปรารถนาอยากมีเซ็กส์กับสาว ๆ จึงตัดสินใจทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตนเองบรรลุผล แต่แล้วเรื่องราวเหตุการณ์ก็เลยเถิดเกินขีดขั้น “ออกทะเล” ไปไกลมาก

     คุณภาพของ Getting Any อาจจะอยู่ในเกณฑ์ก้ำกึ่งคาบลูกคาบดอก และอาจมีคนดูชื่นชอบ-เกลียดชังฝ่ายละเท่า ๆ กัน แต่สิ่งหนึ่งซึ่งไม่มีใครกังขาก็คือ Getting Any เป็นหนังที่ “ตลก” และ “ดูสนุก”

Go to Top

  Kids Return (1996)

     หลังจากเสียฟอร์มไปพอประมาณกับ Getting Any คิทาโนก็กลับมากู้ชื่อได้อย่างรวดเร็วกับผลงานชิ้นถัดมาอย่าง Kids Return เรื่องของเด็กหนุ่มคู่หูสองคนที่หันหลังให้กับการเรียน และออกไปดิ้นรนเผชิญชีวิตสู่โลกภายนอก กระทั่งในเวลาต่อมา เส้นทางของเพื่อนสนิททั้งสองก็ค่อย ๆ แยกขาดจากกัน คนหนึ่งเอาดีในทางชกมวยจนกลายเป็นดาวรุ่ง อีกคนเข้าร่วมแก๊งนักเลงและค่อย ๆ ไต่เต้าจนกลายเป็นใหญ่

     เช่นเดียวกับหนังส่วนใหญ่ของคิทาโน Kids Return ยังคงเสนอประเด็นทางด้านเนื้อหา เกี่ยวกับการเทียบเคียงให้เห็นถึงวิถีชีวิตที่ผิดพลาด และเป็นอีกครั้งหนึ่งที่คิทาโนสะท้อนแง่มุมเหล่านี้ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ

     Kids Return มีสัดส่วนของความรุนแรงน้อยกว่า Violent Cop, Boiling Point และ Sonatine แต่ก็มีการขับเน้นประเด็นว่าด้วยมิตรภาพของตัวละครอย่างเด่นชัดมากกว่างานเรื่องอื่น ๆ และเป็นหนังที่พูดถึงความหมายของคำว่า “เพื่อน” ได้ดีมากสุดในบรรดาผลงานทั้งหมดของคิทาโน

Go to Top

   Hana-bi (1997)

     Hana-bi เป็นงานเด่นอีกชิ้นหนึ่งของคิทาโน โดยแนวทาง เนื้อหา และอารมณ์หลัก ๆ ของหนัง ได้รับการยกย่องว่าใกล้เคียงกับ Sonatine

   เนื้อเรื่องคร่าว ๆ กล่าวถึงตำรวจหนุ่มใหญ่ ที่เพิ่งสูญเสียลูกน้องในขณะจับกุมเหล่าร้าย รวมทั้งเพื่อนสนิทที่เป็นคู่หูกันมายาวนาน ถูกยิงจนกลายเป็นอัมพาต (และโดนภรรยาทอดทิ้งจนเกือบจะตัดสินใจฆ่าตัวตาย)

    ที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่าก็คือ ภรรยาของเขาป่วยเป็นโรคร้ายที่ปราศจากหนทางรักษาเยียวยา และมีชีวิตอยู่ดูโลกได้อีกเพียงแค่ไม่นาน ขณะที่ตัวเขาเองก็โดนพวกยากูซ่ารบเร้าติดตามทวงหนี้อยู่ตลอดเวลา

    เพื่อสะสางแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ตำรวจหนุ่มใหญ่จึงตัดสินใจลงมือปล้นธนาคาร และนำเงินก้อนใหญ่ที่ได้มา ส่วนหนึ่งมอบให้แก่เพื่อนผู้พิการ อีกส่วนหนึ่งเขาใช้มันหมดไปในการพาภรรยาไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ เป็นความรื่นรมย์ครั้งสุดท้าย ซึ่งอบอุ่น สวยงาม ราวกับประกายเจิดจ้าของ “ดอกไม้ไฟ” ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะวูบหายไปเหลือเพียงแค่ความมืดมิด

     Hana-bi รวบรวมเอาลักษณะเด่น ๆ ในหนังของคิทาโนเอาไว้ครบถ้วน ตั้งแต่อารมณ์ขันน่ารัก ๆ ฉากต่อสู้ที่เฉียบขาดรุนแรง บรรยากาศอบอุ่น เปลี่ยวเหงา สะเทือนใจ รวมทั้งการสะท้อนถึงความเจ็บปวดของบรรดาตัวละครทั้งในฝ่ายของผู้รักษากฎหมายและมิจฉาชีพ

 

Go to Top

  Kikujiro

     Kikujiro เป็นอีกครั้งหนึ่งที่คิทาโน หวนกลับมาจับงานในแนวทางอบอุ่น นุ่มนวล อ่อนโยน และ “เกือบ” ตัดขาดหลุดพ้นจากโลกแห่งความรุนแรง ด้วยเนื้อเรื่องแนวทางในแบบหนังประเภท Road Movie เกี่ยวกับหนุ่มใหญ่ผู้ไม่เอาไหน และดูเหมือนจะไม่ประสบความสำเร็จใด ๆ ในชีวิต ซึ่งต้องรับภาระ (ด้วยการโดนภรรยาบีบบังคับและไม่เต็มใจ) ในการพาเด็กชายคนหนึ่ง ออกเดินทางรอนแรมเพื่อค้นแม่ของเจ้าหนู

     เรื่องราวทุกข์สุขต่าง ๆ ที่ทั้งคู่พบพานในระหว่างทาง ได้กลายเป็นประสบการณ์อันงดงาม ซึ่งทำให้ “ฤดูร้อน” ปีนั้น กลายเป็น “เหตุการณ์แห่งความทรงจำ” ที่น่าประทับใจยากจะลืมเลือน
หนังผสมผสานไปด้วยอารมณ์ขันครื้นเครงเฮฮา มุขตลกน่ารัก ๆ ช่วงตอนสะเทือนอารมณ์ที่ทรงพลังในการเรียกน้ำตาผู้ชม รวมทั้งความโดดเด่นในส่วนของเนื้อหาสาระ ไม่ว่าจะเป็นการปรับความสัมพันธ์เข้าหากันของตัวละคร การหยิบยื่นน้ำใจช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน และช่วงที่ถือได้ว่าเป็นสุดยอดแห่งความหฤหรรษ์ก็คือ ช่วงที่กลุ่มตัวละคร 4-5 คน พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้เด็กน้อยคลายความโศกเศร้า ด้วยการเล่นเกมสนุกที่ทั้งแปลก พิลึก และน่ารัก

     Kikujiro เป็นหนังของคิทาโนที่มีลักษณะแบบสูตรสำเร็จของฮอลลีวูดมากสุดเรื่องหนึ่ง ทว่าในขณะเดียวกันก็เป็นงานของคิทาโนที่เข้าถึงได้ง่าย และเป็นงานที่หยิบยื่นความรู้สึกดี ๆ ให้แก่ผู้ชมได้อย่างดีเยี่ยมมากสุดในบรรดาผลงานทั้งหมดของเขา

     อีกส่วนหนึ่งซึ่งยอดเยี่ยมไม่แพ้ตัวหนังก็คือ ดนตรีประกอบของโจ ฮิซาอิชิ ที่มีทำนองหลักไม่กี่ทำนอง แต่ไพเราะติดหู และเป็นกุญแจสำคัญในการทำให้ Kikujiro กลายเป็นหนังที่โดดเด่นในการเร้าอารมณ์ต่าง ๆ ได้อย่างทรงพลัง

Go to Top

  Brother

     แม้ว่าจะเป็นงานในแนวทางถนัดของคิทาโน เช่นเดียวกับ Violent Cop, Boiling Point, Sonatine และ Hana-bi ทว่าโดยรูปลักษณ์หน้าตาภายนอกแล้ว Brother ดูแปลกแตกต่างจากเรื่องอื่นอย่างเห็นได้ชัด ด้วยการกำหนดฉากหลังให้เรื่องราวเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา รวมทั้งมีหลายฉากหลายตอนที่ใช้ภาษาอังกฤษ

     เนื้อหาเรื่องราวโดยย่นย่อ กล่าวถึงยากูซ่าจากญี่ปุ่นที่ถูกเนรเทศไปใช้ชีวิตในอเมริกา เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่แล้วเขาก็ได้พบว่า ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยสักนิด ไม่ว่าจะเป็นนักเลงท้องถิ่น พวกค้ายาเสพติด กฎ กติกา มารยาทในโลกของนักเลง และการตัดสินปัญหาต่าง ๆ ด้วยความรุนแรง

     คุณภาพโดยรวมของ Brother ยังคงอยู่ในเกณฑ์ดีตามมาตรฐานของคิทาโน แต่ก็มีแฟนประจำส่วนหนึ่งไม่ค่อยชื่นชมงานชิ้นนี้มากนัก ด้วยเหตุว่านอกจากจะยังคงเกาะเกี่ยวอยู่กับทางถนัดเดิม ๆ แล้ว การใช้ฉากหลังที่แปลกเปลี่ยนออกไป ทำให้คิทาโนแสดงศักยภาพในการทำหนังของเขาออกมาได้ “ไม่เต็มร้อย” เท่ากับงานที่ทำในญี่ปุ่น

     อย่างไรก็ตาม Brother ก็ยังเป็นความพยายามในการ “โกอินเตอร์” ของคิทาโนที่ประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพึงพอใจ และเป็นงานที่บรรดาแฟนประจำของเขายังคง “ต้องดู”

Go to Top

  Dolls (2002)

     Dolls เป็นผลงานของคิทาโนที่ดูซับซ้อนมากกว่าเรื่องอื่น ๆ อันดับแรกเริ่มมาจากการนำเอาศิลปะของการเชิดหุ่นบุนระขุเข้ามาเกี่ยวข้อง ถัดมาคือการแตกเนื้อเรื่องย่อย ๆ ออกเป็น 3 เหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกันโดยตรง แต่มีการเชื่อมต่อเอาไว้อย่างเบาบาง

     เหตุการณ์แรกของหนัง เป็นเรื่องของหญิงสาวที่ผิดหวังในความรักอย่างรุนแรง จนตัดสินใจกินยาฆ่าตัวตายในวันแต่งงานของฝ่ายชาย โชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่ทราบที่เธอก็ได้รับการช่วยเหลือไว้ทันท่วงที ทว่าก็สูญเสียความทรงจำกลายเป็นคนบ้า แม้จะได้รับการดูแลจากชายคนรัก (ที่หลบหนีออกจากพิธีวิวาห์) แต่ทั้งสองก็กลายเป็นคู่รักประหลาดที่ใช้เชือกสีแดงมัดล่ามผูกติดกันไปไหนมาไหนตลอดเวลา

     เรื่องราวถัดมา ว่าด้วยหญิงสาววัยกลางคนผู้หนึ่ง ซึ่งนัดหมายนำอาหารกลางวันมารับประทานกับชายคนรักทุก ๆ วันเสาร์ที่สวนสาธารณะ แต่แล้ววันหนึ่งฝ่ายชายก็หายลับจากไป ปล่อยให้เธอมารอคอย ณ จุดนัดพบตามลำพังอย่างเนิ่นนานหลายสิบปี

     เรื่องราวสุดท้าย เป็นเรื่องของชายหนุ่มที่หลงใหลคลั่งไคล้นักร้องสาวขวัญใจวัยรุ่น ชนิดดิ่งลึกเกินขีดขั้น “แฟนพันธุ์แท้” ไปมาก จนกระทั่งวันหนึ่งนักร้องสาวก็ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนตาบอดเสียโฉม และใช้ชีวิตหลบเร้นจากสายตาของสาธารณชน เรื่องมาขมวดทิ้งท้ายด้วยการพิสูจน์ความซื่อสัตย์ภักดีของชายหนุ่ม ที่ทั้งน่าสะเทือนใจและชวนซาบซึ้ง

     Dolls เป็นงานที่ดูจริงจัง และเป็นที่ชื่นชอบเฉพาะกลุ่ม แต่ในแง่ของความประณีตทางด้านภาพ นี่เป็นงานที่ถือได้ว่า “สวยประณีต” มากสุดของคิทาโน

* อ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง Dolls

Go to Top

  Zatoichi (2003)

     คิทาโนหันมาจับงานในแนวทางหนังพีเรียดย้อนยุคเป็นครั้งแรก มิหนำซ้ำยังเป็นงานในข่าย “หยิบของเก่ามาเล่าใหม่” ด้วยการนำเอาเรื่องของหมอนวดตาบอดชื่อซาโตอิจิ ผู้พเนจรร่อนเร่ไปทุกหนทุกแห่ง และใช้ความสามารถในการต่อสู้ ยื่นมือเข้า