| |
| |
Violent Cop |
|
 |
งานกำกับชิ้นแรกของคิทาโนที่เริ่มต้นด้วยความบังเอิญ
จากเดิมที่ได้รับการวางตัวให้เป็นเพียงแค่นักแสดงนำ
คิทาโนเข้ามารับช่วงกำกับหนังเรื่องนี้ หลังจากที่คินจิ
ฟูกาซากุถอนตัวออกไปขณะที่หนังยังไม่ได้ลงมือถ่ายทำเป็นรูปเป็นร่าง
โดยเนื้อหาเค้าโครงแล้ว Violent Cop
ไม่มีอะไรแตกต่างจากงานประเภท “ตำรวจจับผู้ร้าย” ทั่ว ๆ ไป
แต่จุดเด่นสำคัญที่ทำให้งานชิ้นนี้ “พิเศษ” กว่า ก็คือ
ลีลาการนำเสนอในแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใครของคิทาโน
ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกล้องนิ่ง ๆ การเล่นกับความเงียบ
จังหวะการเดินเรื่องแบบใจเย็นค่อยเป็นค่อยไป
การสร้างบุคลิกที่มีเสน่ห์ดึงดูดให้แก่ตัวละคร (ทั้งฝ่ายพระเอกและผู้ร้าย)
ได้อย่างลุ่มลึกมีชีวิตชีวา
เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ
จังหวะของฉากต่อสู้ที่เกิดขึ้นจบลงอย่างรวดเร็วในชั่วพริบตา
แต่ส่งผลกระทบรุนแรงถึงเลือดถึงเนื้อ
ให้ความรู้สึกหนักแน่จริงจัง
และมักจะเป็นฉากต่อสู้ที่เกิดขึ้นแบบจู่โจมฉับพลันในช่วงเวลาที่ผู้ชมนึกไม่ถึง
พร้อม ๆ
กันนั้น
หนังตำรวจจับผู้ร้ายหรือหนังเกี่ยวกับยากูซ่าในแบบฉบับของคิทาโน
ก็มักจะมีอารมณ์ยืนพื้นที่โน้มเอียงไปในทางเศร้าหม่นสะเทือนใจ
จนทำให้มีการนำไปเปรียบเทียบกับหนังแอ็คชันของจอห์น วู (ยุคที่ทำในฮ่องกง)
ซึ่งมีจุดร่วมหลัก ๆ ใกล้เคียงกันมา
ไม่ว่าจะเป็นการสะท้อนภาพตัวละครในโลกของมิจฉาชีพและฝ่ายผู้รักษากฎหมาย
ความขัดแย้งทางจิตใจของตัวละคร
การเน้นคุณธรรมระหว่างมิตรสหาย
การผสมผสานระหว่างความรุนแรงกับอารมณ์เศร้าสะเทือนใจ
แต่ข้อแตกต่างระหว่างยอดผู้กำกับทั้งสองคนนั้นอยู่ที่วิธีการ
กล่าวคือ
หนังของจอห์น
วูโดดเด่นด้วยคิวบู๊ที่ประดิดประดอยอย่างสวยงามน่าตื่นตา
เน้นการเร้าอารมณ์ต่าง ๆ อย่างจงใจและจะแจ้ง
เต็มไปด้วยการตัดภาพวูบวาบฉับไว
ขณะที่คิทาโนมาในลีลาแบบเนิบนิ่ง “พูดน้อย ต่อยหนัก”
แต่ได้ผลลัพธ์เข้มข้นสะใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน |
|
|
Go to Top
| |
Boiling Point (1990) |
|
 |
หนังเรื่องที่ 2 ของคิทาโน
ซึ่งยังคงรูปแบบแนวทางหลัก ๆ เช่นเดียวกับ Violent Cop
แต่แตกต่างตรงที่มีการเพิ่มส่วนผสมของอารมณ์ขันเข้าไปด้วย
และได้ชื่อว่าเป็นแนวทางในแบบฉบับที่ครบถ้วนสมบูรณ์ของคิทาโนอย่างแท้จริงเป็นเรื่องแรก
พล็อตคร่าว ๆ ของหนังกล่าวถึง เด็กหนุ่มท่าทางทึ่ม ๆ เซ่อ
ๆ สองคนในทีมเบสบอลท้องถิ่น ซึ่งไม่อาจทนเห็นโค้ชของตนเอง
โดนพวกนักเลงมิจฉาชีพกลั่นแกล้งแต่ฝ่ายเดียว
ทั้งคู่จึงตัดสินใจออกเดินทางไปหาซื้ออาวุธปืนที่โอกินาวา
เพื่อจัดการล้างแค้น
เหตุการณ์หลัก ๆ
อยู่ที่การออกเดินทางผจญภัยของเด็กหนุ่มทั้งสอง
ซึ่งมีโอกาสเข้าไปข้องแวะพัวพันกับพวกยากูซา
อย่างสนุกสนานครื้นเครง และคาดเดาอะไรล่วงหน้าไม่ได้เลย
ก่อนที่หนังจะสรุปลงเอยด้วยบททิ้งท้ายที่เด็ดขาด ทรงพลัง
และเต็มไปด้วยอารมณ์หลากหลายปนเป ระหว่างความสะใจ
ความรุนแรง สะเทือนอารมณ์
รวมทั้งการหักมุมพลิกผันเหนือความคาดหมาย
คิทาโนไม่ได้แสดงในบทนำเหมือนที่เคย
แต่เขาก็ยังอุตส่าห์มาปรากฎตัวในบทสมทบ
เป็นนักเลงท้องถิ่นที่มีบุคลิกยียวนกวนประสาทแบบ “โหด มัน
ฮา” และเป็นส่วนที่มีสีสันมากสุดในงานชิ้นนี้ |
|
|
Go to Top
| |
A
Scent at the Sea (1991) |
|
 |
หลังจากประสบความสำเร็จกับงานในทางแอ็คชั่นดราม่าเข้มข้นสะใจ
งานชิ้นที่สามของคิทาโนก็ฉีกแนวมาเป็นหนังรักโรแมนติครสชาติแปลก
ๆ อย่าง A Scene at the Sea
ซึ่งเป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างเด็กหนุ่มพนักงานเก็บขยะที่เป็นใบ้และหูหนวกชื่อชิเกรุกับทาคาโกะ
เรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อชิเกรุเก็บกระดานโต้คลื่นสภาพไม่สมประกอบจากรถเก็บขยะ
และนำมาปรับปรุงจนพอใช้การได้
กระทั่งกลายเป็นความหลงใหลอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
ถึงขั้นใฝ่ฝันอยากเข้าร่วมการแข่งขัน
A Scene at the Sea เป็นหนังรักที่โดดเด่น
ด้วยเนื้อเรื่องอันเรียบง่าย แต่มีบรรยากาศแปลก ๆ
เปี่ยมเสน่ห์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสะท้อนถึงความรักอันซาบซึ้งที่ปราศจากคำพูดของตัวเอกทั้งสอง
(หนังทดแทนความเงียบของตัวละคร
ด้วยดนตรีประกอบท่วงทำนองไพเราะและโดดเด่นมากของโจ
ฮิซาอิชิ)
การสร้างตัวละครที่คนดูรู้สึกรักและผูกพันอย่างแนบแน่น
บทสรุปที่ซาบซึ้งกินใจและเศร้าหม่นอยู่ลึก ๆ
A Scene at the Sea ได้รับคำชมอย่างมาก
และถือเป็นหนังที่เรียบ ง่าย
งดงามมากสุดเรื่องหนึ่งของทาเกชิ คิทาโน
|
|
|
Go to Top
| |
Sonatine (1993) |
|
 |
นักวิจารณ์และผู้ชมจำนวนมากยกย่องให้ Sonatine
เป็นหนังที่ดีที่สุดของคิทาโน
หรือลดหลั่นลงมาอีกนิดก็สรุปได้ว่า
เป็นหนึ่งในผลงานที่ยอดเยี่ยมติดอันดับต้น ๆ ของเขา
เนื้อเรื่องของหนังกล่าวถึงยากูซากลุ่มหนึ่งในโตเกียว
ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้าใหญ่
ให้ยกพลเดินทางไปยังโอกินาวา
เพื่อช่วยเหลือแก๊งยากูซาท้องถิ่นที่นั่นจัดการกับคู่อริ
แต่แล้วก็เกิดการทรยศหักหลังจนผิดแผน
ทำให้พวกเขาต้องพากันไปหลบหนีกบดานซ่อนตัวอยู่แถว ๆ
ชายหาดแห่งหนึ่ง และได้กลับมาใช้ชีวิตผ่อนคลาย สุขสงบ
และสนุกสนานสุดเหวี่ยง
อาจกล่าวได้ว่า Sonatine แบ่งเหตุการณ์เป็นสามส่วน
ช่วงเปิดเรื่อง-ปิดเรื่อง
มีกลิ่นอายของหนังยากูซาที่ดูจริงจังรุนแรง
เต็มไปด้วยการต่อสู้ดุเดือด
แต่ช่วงกลางเรื่องซึ่งกินเวลาส่วนใหญ่ในหนัง
และเป็นหัวใจสำคัญ กลับดูเบาสบาย ผ่อนคลาย
และแพรวพราวไปด้วยอารมณ์ขัน เต็มไปด้วยมุขตลกที่ยอดเยี่ยม
น่ารักน่าชังและชวนประทับใจเป็นอย่างยิ่ง
Sonatine
โดดเด่นมากในการผสมผสานหลายสิ่งหลายอย่างที่ขัดแย้งจนไม่น่าจะไปด้วยกันได้
ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ขัน เซ็กส์ ความรุนแรง
ความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา และอารมณ์รันทดหดหู่
เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างแนบเนียนกลมกลืน
และเต็มไปด้วยชั้นเชิงความเป็นศิลปะอันสูงส่ง
|
|
|
Go to Top
| |
Getting Any (1995) |
|
 |
แม้จะได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดนักแสดงตลก
และเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านอารมณ์ขัน
ทว่าเอาเข้าจริงทาเกชิ คิทาโนกลับทำหนังที่เข้าข่าย “หนังตลก”
อย่างแท้จริงเพียงแค่เรื่องเดียว นั่นคือ Getting Any
มิหนำซ้ำยังเป็นหนังเรื่องเดียวของเขาที่ได้รับคำวิจารณ์ติดลบ
และประสบความล้มเหลวรุนแรงมากที่สุด
ว่ากันว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้ Getting Any
ล้มเหลวอย่างยับเยินไม่เป็นท่า ก็เนื่องมาจากมันเป็นงานที่
“เบา” จนกระทั่งแฟน ๆ
ที่เคยชื่นชมผลงานก่อนหน้านี้ของคิทาโน
รู้สึกผิดคาดและผิดหวัง รวมทั้งเห็นว่า “ไร้สาระ”
อย่างไรก็ตาม มองด้วยความเป็นธรรม
คิทาโนแสดงเจตนาเด่นชัดว่าเขาต้องการให้ Getting Any
เป็นหนังตลกหลุดโลก เพี้ยน ไร้สาระ (รวมทั้งเน้นอารมณ์ขันมุขตลกที่ดูเหมือนจะจงใจให้
“รสนิยมต่ำ”) ซึ่งโดยตัวงานที่ปรากฎถือได้ว่า
บ้าบอคอแตกได้อย่างถึงพร้อมสุดขีด
หนังเป็นเรื่องของไอ้หนุ่มคนหนึ่ง
ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากการดูหนังโป๊
จนทำให้เกิดความปรารถนาอยากมีเซ็กส์กับสาว ๆ
จึงตัดสินใจทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตนเองบรรลุผล
แต่แล้วเรื่องราวเหตุการณ์ก็เลยเถิดเกินขีดขั้น “ออกทะเล”
ไปไกลมาก
คุณภาพของ Getting Any
อาจจะอยู่ในเกณฑ์ก้ำกึ่งคาบลูกคาบดอก และอาจมีคนดูชื่นชอบ-เกลียดชังฝ่ายละเท่า
ๆ กัน แต่สิ่งหนึ่งซึ่งไม่มีใครกังขาก็คือ Getting Any
เป็นหนังที่ “ตลก” และ “ดูสนุก” |
|
|
Go to Top
| |
Kids
Return (1996) |
|
 |
หลังจากเสียฟอร์มไปพอประมาณกับ Getting Any
คิทาโนก็กลับมากู้ชื่อได้อย่างรวดเร็วกับผลงานชิ้นถัดมาอย่าง
Kids Return
เรื่องของเด็กหนุ่มคู่หูสองคนที่หันหลังให้กับการเรียน
และออกไปดิ้นรนเผชิญชีวิตสู่โลกภายนอก กระทั่งในเวลาต่อมา
เส้นทางของเพื่อนสนิททั้งสองก็ค่อย ๆ แยกขาดจากกัน
คนหนึ่งเอาดีในทางชกมวยจนกลายเป็นดาวรุ่ง
อีกคนเข้าร่วมแก๊งนักเลงและค่อย ๆ ไต่เต้าจนกลายเป็นใหญ่
เช่นเดียวกับหนังส่วนใหญ่ของคิทาโน Kids Return
ยังคงเสนอประเด็นทางด้านเนื้อหา
เกี่ยวกับการเทียบเคียงให้เห็นถึงวิถีชีวิตที่ผิดพลาด
และเป็นอีกครั้งหนึ่งที่คิทาโนสะท้อนแง่มุมเหล่านี้ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ
Kids Return มีสัดส่วนของความรุนแรงน้อยกว่า
Violent Cop, Boiling Point และ Sonatine
แต่ก็มีการขับเน้นประเด็นว่าด้วยมิตรภาพของตัวละครอย่างเด่นชัดมากกว่างานเรื่องอื่น
ๆ และเป็นหนังที่พูดถึงความหมายของคำว่า “เพื่อน”
ได้ดีมากสุดในบรรดาผลงานทั้งหมดของคิทาโน |
|
|
Go to Top
| |
Hana-bi
(1997) |
|
 |
Hana-bi
เป็นงานเด่นอีกชิ้นหนึ่งของคิทาโน โดยแนวทาง
เนื้อหา และอารมณ์หลัก ๆ ของหนัง
ได้รับการยกย่องว่าใกล้เคียงกับ Sonatine
เนื้อเรื่องคร่าว ๆ กล่าวถึงตำรวจหนุ่มใหญ่
ที่เพิ่งสูญเสียลูกน้องในขณะจับกุมเหล่าร้าย
รวมทั้งเพื่อนสนิทที่เป็นคู่หูกันมายาวนาน
ถูกยิงจนกลายเป็นอัมพาต (และโดนภรรยาทอดทิ้งจนเกือบจะตัดสินใจฆ่าตัวตาย)
ที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่าก็คือ
ภรรยาของเขาป่วยเป็นโรคร้ายที่ปราศจากหนทางรักษาเยียวยา
และมีชีวิตอยู่ดูโลกได้อีกเพียงแค่ไม่นาน
ขณะที่ตัวเขาเองก็โดนพวกยากูซ่ารบเร้าติดตามทวงหนี้อยู่ตลอดเวลา
เพื่อสะสางแก้ไขปัญหาต่าง ๆ
ตำรวจหนุ่มใหญ่จึงตัดสินใจลงมือปล้นธนาคาร
และนำเงินก้อนใหญ่ที่ได้มา
ส่วนหนึ่งมอบให้แก่เพื่อนผู้พิการ
อีกส่วนหนึ่งเขาใช้มันหมดไปในการพาภรรยาไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ
เป็นความรื่นรมย์ครั้งสุดท้าย ซึ่งอบอุ่น สวยงาม
ราวกับประกายเจิดจ้าของ “ดอกไม้ไฟ”
ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะวูบหายไปเหลือเพียงแค่ความมืดมิด
Hana-bi
รวบรวมเอาลักษณะเด่น ๆ ในหนังของคิทาโนเอาไว้ครบถ้วน
ตั้งแต่อารมณ์ขันน่ารัก ๆ ฉากต่อสู้ที่เฉียบขาดรุนแรง
บรรยากาศอบอุ่น เปลี่ยวเหงา สะเทือนใจ
รวมทั้งการสะท้อนถึงความเจ็บปวดของบรรดาตัวละครทั้งในฝ่ายของผู้รักษากฎหมายและมิจฉาชีพ
|
|
|
Go to Top
| |
Kikujiro |
|
 |
Kikujiro เป็นอีกครั้งหนึ่งที่คิทาโน
หวนกลับมาจับงานในแนวทางอบอุ่น นุ่มนวล อ่อนโยน และ “เกือบ”
ตัดขาดหลุดพ้นจากโลกแห่งความรุนแรง
ด้วยเนื้อเรื่องแนวทางในแบบหนังประเภท Road Movie
เกี่ยวกับหนุ่มใหญ่ผู้ไม่เอาไหน
และดูเหมือนจะไม่ประสบความสำเร็จใด ๆ ในชีวิต
ซึ่งต้องรับภาระ (ด้วยการโดนภรรยาบีบบังคับและไม่เต็มใจ)
ในการพาเด็กชายคนหนึ่ง
ออกเดินทางรอนแรมเพื่อค้นแม่ของเจ้าหนู
เรื่องราวทุกข์สุขต่าง ๆ ที่ทั้งคู่พบพานในระหว่างทาง
ได้กลายเป็นประสบการณ์อันงดงาม ซึ่งทำให้ “ฤดูร้อน” ปีนั้น
กลายเป็น “เหตุการณ์แห่งความทรงจำ”
ที่น่าประทับใจยากจะลืมเลือน
หนังผสมผสานไปด้วยอารมณ์ขันครื้นเครงเฮฮา มุขตลกน่ารัก ๆ
ช่วงตอนสะเทือนอารมณ์ที่ทรงพลังในการเรียกน้ำตาผู้ชม
รวมทั้งความโดดเด่นในส่วนของเนื้อหาสาระ
ไม่ว่าจะเป็นการปรับความสัมพันธ์เข้าหากันของตัวละคร
การหยิบยื่นน้ำใจช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
และช่วงที่ถือได้ว่าเป็นสุดยอดแห่งความหฤหรรษ์ก็คือ
ช่วงที่กลุ่มตัวละคร 4-5 คน
พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้เด็กน้อยคลายความโศกเศร้า
ด้วยการเล่นเกมสนุกที่ทั้งแปลก พิลึก และน่ารัก
Kikujiro
เป็นหนังของคิทาโนที่มีลักษณะแบบสูตรสำเร็จของฮอลลีวูดมากสุดเรื่องหนึ่ง
ทว่าในขณะเดียวกันก็เป็นงานของคิทาโนที่เข้าถึงได้ง่าย
และเป็นงานที่หยิบยื่นความรู้สึกดี ๆ
ให้แก่ผู้ชมได้อย่างดีเยี่ยมมากสุดในบรรดาผลงานทั้งหมดของเขา
อีกส่วนหนึ่งซึ่งยอดเยี่ยมไม่แพ้ตัวหนังก็คือ
ดนตรีประกอบของโจ ฮิซาอิชิ ที่มีทำนองหลักไม่กี่ทำนอง
แต่ไพเราะติดหู และเป็นกุญแจสำคัญในการทำให้ Kikujiro
กลายเป็นหนังที่โดดเด่นในการเร้าอารมณ์ต่าง ๆ
ได้อย่างทรงพลัง |
|
|
Go to Top
| |
Brother |
|
 |
แม้ว่าจะเป็นงานในแนวทางถนัดของคิทาโน เช่นเดียวกับ
Violent Cop, Boiling Point, Sonatine และ Hana-bi
ทว่าโดยรูปลักษณ์หน้าตาภายนอกแล้ว Brother
ดูแปลกแตกต่างจากเรื่องอื่นอย่างเห็นได้ชัด
ด้วยการกำหนดฉากหลังให้เรื่องราวเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา
รวมทั้งมีหลายฉากหลายตอนที่ใช้ภาษาอังกฤษ
เนื้อหาเรื่องราวโดยย่นย่อ
กล่าวถึงยากูซ่าจากญี่ปุ่นที่ถูกเนรเทศไปใช้ชีวิตในอเมริกา
เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่แล้วเขาก็ได้พบว่า
ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม
ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยสักนิด ไม่ว่าจะเป็นนักเลงท้องถิ่น
พวกค้ายาเสพติด กฎ กติกา มารยาทในโลกของนักเลง
และการตัดสินปัญหาต่าง ๆ ด้วยความรุนแรง
คุณภาพโดยรวมของ Brother
ยังคงอยู่ในเกณฑ์ดีตามมาตรฐานของคิทาโน
แต่ก็มีแฟนประจำส่วนหนึ่งไม่ค่อยชื่นชมงานชิ้นนี้มากนัก
ด้วยเหตุว่านอกจากจะยังคงเกาะเกี่ยวอยู่กับทางถนัดเดิม ๆ
แล้ว การใช้ฉากหลังที่แปลกเปลี่ยนออกไป
ทำให้คิทาโนแสดงศักยภาพในการทำหนังของเขาออกมาได้ “ไม่เต็มร้อย”
เท่ากับงานที่ทำในญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตาม Brother ก็ยังเป็นความพยายามในการ “โกอินเตอร์”
ของคิทาโนที่ประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพึงพอใจ
และเป็นงานที่บรรดาแฟนประจำของเขายังคง “ต้องดู” |
|
|
Go to Top
| |
Dolls (2002) |
|
 |
Dolls
เป็นผลงานของคิทาโนที่ดูซับซ้อนมากกว่าเรื่องอื่น ๆ
อันดับแรกเริ่มมาจากการนำเอาศิลปะของการเชิดหุ่นบุนระขุเข้ามาเกี่ยวข้อง
ถัดมาคือการแตกเนื้อเรื่องย่อย ๆ ออกเป็น 3
เหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกันโดยตรง
แต่มีการเชื่อมต่อเอาไว้อย่างเบาบาง
เหตุการณ์แรกของหนัง
เป็นเรื่องของหญิงสาวที่ผิดหวังในความรักอย่างรุนแรง
จนตัดสินใจกินยาฆ่าตัวตายในวันแต่งงานของฝ่ายชาย
โชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่ทราบที่เธอก็ได้รับการช่วยเหลือไว้ทันท่วงที
ทว่าก็สูญเสียความทรงจำกลายเป็นคนบ้า
แม้จะได้รับการดูแลจากชายคนรัก (ที่หลบหนีออกจากพิธีวิวาห์)
แต่ทั้งสองก็กลายเป็นคู่รักประหลาดที่ใช้เชือกสีแดงมัดล่ามผูกติดกันไปไหนมาไหนตลอดเวลา
เรื่องราวถัดมา ว่าด้วยหญิงสาววัยกลางคนผู้หนึ่ง
ซึ่งนัดหมายนำอาหารกลางวันมารับประทานกับชายคนรักทุก ๆ
วันเสาร์ที่สวนสาธารณะ
แต่แล้ววันหนึ่งฝ่ายชายก็หายลับจากไป ปล่อยให้เธอมารอคอย ณ
จุดนัดพบตามลำพังอย่างเนิ่นนานหลายสิบปี
เรื่องราวสุดท้าย
เป็นเรื่องของชายหนุ่มที่หลงใหลคลั่งไคล้นักร้องสาวขวัญใจวัยรุ่น
ชนิดดิ่งลึกเกินขีดขั้น “แฟนพันธุ์แท้” ไปมาก
จนกระทั่งวันหนึ่งนักร้องสาวก็ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนตาบอดเสียโฉม
และใช้ชีวิตหลบเร้นจากสายตาของสาธารณชน
เรื่องมาขมวดทิ้งท้ายด้วยการพิสูจน์ความซื่อสัตย์ภักดีของชายหนุ่ม
ที่ทั้งน่าสะเทือนใจและชวนซาบซึ้ง
Dolls
เป็นงานที่ดูจริงจัง และเป็นที่ชื่นชอบเฉพาะกลุ่ม
แต่ในแง่ของความประณีตทางด้านภาพ นี่เป็นงานที่ถือได้ว่า “สวยประณีต”
มากสุดของคิทาโน
* อ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง
Dolls |
|
|
Go to Top
| |
Zatoichi (2003) |
|
 |
คิทาโนหันมาจับงานในแนวทางหนังพีเรียดย้อนยุคเป็นครั้งแรก
มิหนำซ้ำยังเป็นงานในข่าย “หยิบของเก่ามาเล่าใหม่”
ด้วยการนำเอาเรื่องของหมอนวดตาบอดชื่อซาโตอิจิ
ผู้พเนจรร่อนเร่ไปทุกหนทุกแห่ง
และใช้ความสามารถในการต่อสู้
ยื่นมือเข้า | |